10 หนังสร้างแรงบันดาลใจไม่ต้องพึ่ง “ไลฟ์โค้ช” - The Macho
 
10 หนังสร้างแรงบันดาลใจไม่ต้องพึ่ง “ไลฟ์โค้ช”

เราเชื่อว่าขณะนี้หลายคนกำลังเผชิญกับปัญหามากมาย โดยเฉพาะปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด 19  บางคนถึงกับยอมเสียเงินหลักหมื่นหรือแม้แต่หลักแสนเพื่อขอคำแนะนำจาก “ไลฟ์โค้ช” หรือ “นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ” สำหรับเป็นแรงกระตุ้นให้ตัวเองสามารถลุกขึ้นมาต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้ได้  

อย่างไรก็ตาม การดู “ภาพยนตร์” เป็นอีกวิธีหนึ่งที่อาจช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คุณโดยไม่ต้องเสียเงินหลักหมื่น  วันนี้เราจึงขอแนะนำ 10 หนังสร้างแรงบันดาลใจไม่ต้องพึ่ง “ไลฟ์โค้ช”

1. The Pursuit of Happyness (2006)

หนังที่สร้างจากเรื่องจริงสุดน่าทึ่งของชายผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่ชื่อ “คริสต์ การ์ดเนอร์” (Will Smith) เซลแมนวัยกลางคนในเมืองซานฟรานซิสโกที่ชีวิตเกิดพลิกผันกะทันหัน เมื่อธุรกิจการขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ของตัวเองไม่เป็นอย่างที่คิด เขากลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว แม้แต่ภรรยาก็ทนต่อสภาพตกอับไม่ได้จนทิ้งเขาไป คริสต์จึงกลายเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ต้องดิ้นรนหาเงินและเลี้ยงดูลูกชายไปพร้อม ๆ กัน  หนทางเดียวที่เขาจะช่วยให้เขาและลูกหลุดพ้นจากสภาพยากจนข้นแค้นได้อย่างถาวร คือ การเป็น “โบรกเกอร์” ในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองซานฟรานซิสโกที่กำลังเปิดรับสมัครพนักงานฝึกหัด  จากพนักงานฝึกหัดกว่า 30 ชีวิตจะเพียง 1 คนเท่านั้นที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้สัญญาจ้างถาวรจากบริษัท คริสต์จึงต้องแข่งขันกับผู้ฝึกงานคนอื่นเพื่อที่จะได้ตำแหน่งในบริษัทและเหนือกว่าสิ่งอื่นใดคือสู้เพื่อลูกของเขาจะได้มีชีวิตที่ดีและกลับมาตั้งหลักกันได้อีกครั้ง

เชื่อว่าหากใครที่เคยได้ดู The Pursuit of Happyness ย่อมต้องเสียน้ำตาให้เรื่องราวการดิ้นรนสู้ชีวิตอย่างไม่ยอมย่อท้อของชายคนนี้ รวมทั้งฝีมือการแสดงอันทรงพลังของนักแสดงคุณภาพคับแก้วอย่าง วิลล์ สมิธ ทำให้เราสามารถรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ราวกับว่าคนดูเข้าไปเป็นตัวละครเสียเอง  โดยตัวหนังแทบทั้งเรื่องอัดแน่นไปด้วยสถานการณ์บีบคั้นและวิกฤติต่าง ๆ ที่ดาหน้าเข้ามาหาตัวละครเอกของเรื่องอย่าง “คริสต์ การ์ดเนอร์” แทบไม่หยุดหย่อน และทุกครั้งที่เขาพยายามดิ้นรน/แก้ไขปัญหาจนดูเหมือนว่าสถานการณ์จะดีขึ้นแล้ว มันก็จะต้องมีวิกฤติหรือความ “ซวย” ใหม่ ๆ มาเยือนเขาเสมอ เรียกได้ว่าเมื่อหนังจบลง เราจะได้แรงบันดาลใจในการลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างหนึ่งอย่างแน่นอน นอกจากนี้เราอาจจะต้องหันมามองตัวเองว่าหากชายที่อยู่ในหนังไม่ใช่คริสต์แต่เป็นตัวของเราเอง เราจะดิ้นรนฝ่าฝันมันไปได้แบบนี้หรือไม่ ?

2. Erin Brockovich (2000)

เรื่องราวของแม่หม้ายมหัศจรรย์ที่ชื่อ “อีริน บรอคโควิช” (Julia Roberts) แม่หม้ายลูกติด 3 คน ผ่านการหย่าร้างมาแล้วถึง 2 ครั้ง แถมสถานะทางเศรษฐกิจก็เรียกว่าอยู่ในขั้น “ปากกัดตีนถีบ” เธอตกงานแถมยังมีคดีฟ้องร้องจนต้องเสียเงินจำนวนมาก อีรินไม่มีทางเลือกต้องออกไปตระเวนหางานทำเพื่อเลี้ยงลูกน้อยทั้งสาม เธอเลือกไปสมัครงานที่สำนักงานทนายความแห่งหนึ่ง แม้เธอจะได้งานทำสมใจ แต่เธอก็ต้องเริ่มต้นจากงานต๊อกต๋อยในออฟฟิศที่แทบจะไม่มีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานเลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยความสามารถสุดอัศจรรย์ของแม่หม้ายลูกสามคนนี้ บวกกับโชคชะตาอีกเล็กน้อย เธอกำลังจะกลายเป็นบุคคลสำคัญในคดีฟ้องร้องที่มีมูลค่าถึง  300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ระหว่างชุมชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งกับบริษัทเคมียักษ์ใหญ่ระดับชาติ

เรียกได้ว่า Erin Brockovich คือผลงานระดับ “มาสเตอร์พีซ” ที่นักแสดงระดับแถวหน้าของวงการอย่าง “จูเลีย โรเบิร์ต” ได้ฝากฝีมือการแสดงขั้นสุดยอดไว้จนทำให้เธอได้รางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องนี้  โดยตัวหนังจะค่อนข้างแปลกแหวกแนวไปจากหนังแนวว่าความ/ฟ้องร้องทั่วไปที่มักจะเต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งเครียด กดดัน และเน้นความเป็นดราม่าเข้มข้น แต่ Erin Brockovich กลับเน้นความเป็นหนัง Feel Good ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมเห็นถึงเรื่องราวการไม่ยอมแพ้ของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่างไปพร้อมกัน  ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงเหมาะกับผู้หญิงแกร่งที่ต้องทำงานเลี้ยงลูกเพียงลำพัง รับรองว่าเมื่อดูจบคุณจะอัดแน่นไปด้วยกำลังใจสู้ชีวิตอย่างแน่นอน

3. Cinderella Man (2005)

หนังที่สร้างจากเรื่องจริงของ “จิม แบรดด็อก” (Russell Crowe) นักมวยดาวรุ่งที่ประสบความสำเร็จมากมายในช่วงปี 1930 แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ประกอบกับอาการบาดเจ็บเรื้อรัง แบรดด็อกจึงหมดอนาคตบนสังเวียน ชีวิตของเขาพลิกผันจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว เขาต้องยอมทำงานแบกหามแลกค่าแรงไม่กี่เหรียญเพื่อเลี้ยงดูภรรยาและลูกน้อยถึง 3 คน  แต่แล้ววันหนึ่ง โอกาสคืนสู่สังเวียนของเขาก็มาถึง แม้ทุกคนจะมองว่าเขาเป็นนักมวยตกรุ่นและไม่มีทางชนะได้อีก แบรดด็อกต้องดิ้นรนต่อสู้บนสังเวียนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อกอบกู้เกียรติยศของแชมป์ที่เคยสูญเสียไป แต่มันยังหมายถึงปากท้องของครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง

Cinderella Man ถือเป็นหนังสร้างแรงบันดาลใจอีกเรื่องหนึ่งที่หากใครเป็นหัวหน้าครอบครัวที่แบกรับทุกชีวิตของคนในครอบครัวไว้บนบ่าคุณเพียงคนเดียว คุณจะต้องไม่พลาดหนังเรื่องนี้ เพราะตัวละครแบรดด็อกที่นำแสดงโดยดาราระดับแถวหน้าอย่าง “รัสเซล โครว์” จะทำให้คุณหลงรักและเอาใจช่วยไปกับการต่อสู้ชีวิตอย่างทรหดอดทน ยอมทำทุกอย่างขอเพียงแค่ให้ครอบครัวมีอยู่มีกิน  เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกสิ้นหวัง หมดแรง และพ่ายแพ้ต่ออะไรบางอย่าง ขอให้คุณดูหนังเรื่องนี้จนจบ รับรองว่าคุณจะได้รับพลังบวกและกำลังใจที่จะลุกขึ้นต่อสู้กับชีวิตอีกครั้ง

4. The Terminal (2004)

หนังที่สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง เรื่องราวสุดเหลือเชื่อของ “วิกเตอร์” ชายหนุ่มชาวยุโรปตะวันออกจากประเทศที่น้อยคนจะรู้จัก วิกเตอร์เดินทางจากบ้านเกิดมายังกรุงนิวยอร์คเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง แต่ในระหว่างที่เขาอยู่บนเครื่องบิน ปรากฎว่าประเทศบ้านเกิดของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างกะทันหันจนกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  ทันทีที่วิกเตอร์ถึงสนามบินที่นิวยอร์ค เขาถูกเพิกถอนวีซ่าและพาสปอร์ต วิกเตอร์ไม่สามารถเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาได้ หรือแม้แต่เดินทางกลับประเทศก็ทำไม่ได้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือใช้ชีวิตอยู่ในสนามบินแห่งนี้จนกว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะคลี่คลาย

The Terminal  เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นหัวใจและเต็มไปด้วยความ Feel Good ตามสไตล์ของผู้กำกับระดับตำนานอย่าง “สตีเวน สปีลเบิร์ก” แถมพลังการแสดงของนักแสดงแถวหน้าอย่าง “ทอม แฮงค์” ยิ่งการรันตีความสมบูรณ์แบบของหนังเรื่องนี้ โดยตัวหนังจะพาเราไปตามติดชีวิตของตัวละครอย่างวิกเตอร์ที่ดวงซวยต้องมาใช้ชีวิตอยู่ต่างบ้านต่างเมืองท่ามกลางผู้คนต่างเชื้อชาติและภาษา  วิกเตอร์ต้องปรับตัวและใช้ชีวิตอยู่ในสนามบินแห่งนี้ให้ได้จนกว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะคลี่คลาย  เขาเจอปัญหาและวิกฤติต่าง ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะการถูกรังแกอย่างไม่เป็นธรรมจากผู้มีอำนาจในสนามบินที่มองเขาเป็น “ภาระ” แต่ทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสแฝงอยู่เสมอ ขอเพียงแค่เรามองหามันให้เจอ ซึ่งวิกเตอร์คือคนประเภทนั้น  เมื่อคุณดูหนังจบคุณอาจจะรู้สึกว่าตัวเองมีพลังในการมองโลกในแง่บวกมากขึ้นและใจเย็นขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้

5. Good Will Hunting (1997)

เรื่องราวของเด็กหนุ่มชื่อ “วิลล์ ฮันติ้ง” (แมท เดมอนด์) ภารโรงหนุ่มของมหาวิทยาลัย MIT ที่มีความเป็นอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์ แต่กลับมีปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์และการเข้าสังคมเพราะปมปัญหาในวัยเด็ก  วันหนึ่งวิลล์สามารถแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่ไม่มีนักศึกษาคนไหนในมหาวิทยาลัยแก้ไข ความสามารถของวิลล์เข้าตาศาสตราจารย์เจอรรี่อย่างมาก เขาต้องการขัดเกลาให้วิลล์กลายเป็นนักคณิตศาสตร์ ดังนั้นเขาจึงฝากฝังให้ศาสตราจารย์ฌอน (โรบิน วิลเลี่ยม) นักจิตวิทยาช่วยบำบัดพฤติกรรมต่อต้านสังคมของวิลล์

Good Will Hunting ถูกยกย่องว่าเป็นหนังที่มีบทคมคายและประทับใจที่สุดเรื่องหนึ่ง โดยตัวหนังแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการวิลล์ที่ IQ สูงแทบทะลุปรอต แต่ด้าน EQ นั้นกลับติดลบอย่างรุนแรง แต่เมื่อเขาได้เจอกับฌอนที่แสดงโดยโรบิน วิลเลี่ยม นักแสดงระดับตำนานผู้ล่วงลับ วิลล์เริ่มที่จะได้รับแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงตัวเองจากการพูดคุย/สนทนากับฌอน  การดำเนินเรื่องของตัวหนังจึงจะค่อย ๆ ให้เราทำความรู้จักตัวละครไปทีละนิด เข้าใจถึงปมปัญหาและพฤติกรรมต่าง ๆ ของวิลล์ ขณะเดียวกันเราก็จะได้เห็นทัศนคติและปรัชญาการมองโลกที่แสนคมคายและลึกซึ้งจากฌอนด้วย เชื่อว่าในสังคมคงมีคนที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับวิลล์อยู่ไม่น้อย สิ่งเดียวที่คนเหล่านี้ต้องการคือใครสักคนที่ช่วยกล่อมเกลาความคิด เยี่ยวยาจิตใจ และหยิบยื่นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง

6. Chef (2014)

เรื่องราวของ “คาร์ล แคสเปอร์” (Jon Favreau) เชฟชื่อดังของวงการอาหารที่เริ่มหมด Passion ในการทำแต่อาหารสไตล์เดิม ๆ ที่ทำมาหลายปี เขาพยายามมองหาความท้าทายใหม่ ๆ และรสชาติที่แปลกใหม่ แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องเจ้านายที่บังคับให้เขาทำแต่เมนูเดิม ๆ คาร์ลเริ่มหมดศรัทธาและความเชื่อมั่นในตัวเอง สุดท้ายเขาถูกนักวิจารณ์อาหารฝีปากกล้าของวงการเขียนบทความวิจารณ์อาหารของเขาแบบเละเทะไม่มีชิ้นดี คาร์ลจึงแทบจะหมดอนาคตในแวดวงอาหารภัตตาคาร ในช่วงเวลาตกต่ำของชีวิตนี้เอง เขาจึงตัดสินใจทำตามสิ่งที่หัวใจตัวเองเรียกร้องมานาน คือ การหารสชาติแปลกใหม่โดยการเปิดร้านอาหารแบบ Food Truck ตระเวนไปตามที่ต่าง ๆ พร้อมกับลูกชาย 

เรียกได้ว่า Chef คือ หนังที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ แรงบันดาลใจและความลุ่มหลงในการทำอาหารอย่างแท้จริง โดยตัวหนังแทบจะไม่มีอะไรแปลกใหม่ แถมดำเนินเรื่องก็แสนเรียบเรื่อย ไม่มีหักมุม ไม่มีจุดพีคหรือไคลแม็กซ์ของเรื่องด้วยซ้ำ แต่ Chef เป็นหนังที่จะทำให้เราเพลิดเพลินไปกับการตามหาจิตวิญญาณและแรงบันดาลใจของคนที่กำลังรู้สึกเสื่อมศรัทธาและเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง นอกจากนี้จุดเด่นอีกอย่างที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ ฉากการทำอาหารที่หนังรังสรรค์เมนูสวย ๆ ดูน่าอร่อยแทบทั้งเรื่อง หากใครเปิดดูตอนดึก ๆ อาจจะต้องเข้าครัวไปหาอะไรรองท้องแน่นอน

7. Forrest Gump (1994)

เรื่องราวสุดมหัศจรรย์ของ “ฟอร์เรสท์ กัมป์” (ทอม แฮงค์) เด็กหนุ่มที่เกิดมาพร้อมด้วยความผิดปกติแทบจะทุกด้าน ฟอร์เรสเกิดมาก็หลังค่อม ขาไม่แข็งแรงจนต้องใส่เหล็กดาม แถม IQ ของเขาก็วัดได้เพียง 75 เท่านั้น แต่ด้วยการอบรมสั่งสอนจากแม่ที่เลี้ยงเขาแม่ตั้งแต่เด็กจนโตเป็นวัยรุ่น ฟอร์เรสท์ใช้ชีวิตด้วยทัศนคติและวิธีคิดที่น่าอัศจรรย์เกินกว่าที่ใครหลายคนจะจินตนาการได้ว่า “คนโง่” ที่มี IQ เพียง 75 จะสามารถทำได้อย่างเขา 

เรียกได้ว่า Forrest Gump คือภาพยนตร์ระดับ “ตำนาน” อีกเรื่องหนึ่งที่ฝากความประทับใจให้ผู้ชมอย่างไม่รู้ลืมถึง 20 กว่าปี โดยเฉพาะวิธีคิดและปรัชญาในการใช้ชีวิตที่ตัวหนังสอดแทรกไว้ให้เราได้ลองหยิบไปเปรียบเทียบกับชีวิตของเราเองอยู่แทบทั้งเรื่อง ทั้งการมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ การพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส และการปล่อยให้ชีวิตไหลไปตามกระแสและสถานการณ์บ้างก็อาจทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น เช่นเดียวกับที่ตัวละครอย่าง ฟอร์เรสท์ กัมป์ ทำตัวเหมือนกับ “ขนนก” ที่ปลิวไปตามแรงลมและสถานการณ์ รวมทั้งเมื่อตัดสินใจทำสิ่งใดแล้ว ก็ต้องทำอย่างเต็มที่โดยไม่มานั่งเสียใจภายหลัง  บางสิ่งคนมี IQ สูง ๆ มักจะทำให้มันซับซ้อนยุ่งยาก แต่ฟอร์เรสท์มักจะทำให้มันง่ายเสมอเพราะเขามี IQ เพียง 75 ซึ่งน้อยเกินกว่าจะคิดอะไรซับซ้อนได้ ทั้งหมดนี้ทำให้ Forrest Gump เป็นหนังระดับมาสเตอร์พีซที่กวาดรางวัลมากมาย โดยเฉพาะรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

8. About time (2013)

เรื่องราวของ “ทิม เลค” (โดห์นัลล์ กลีสัน) นักศึกษาหนุ่มวัย 21 ปีที่อยู่ ๆ วันหนึ่งพ่อก็เดินมาบอกความลับประจำตระกูลให้เขารู้ว่า ผู้ชายทุกคนในตระกูลเขาสามารถ “ย้อนเวลา” ได้ ซึ่งตัวทิมเองก็มีความสามารถนั้น ทิมจึงตัดสินใจใช้ความสามารถสุดแปลกนี้ตามหาความรักที่ตัวเขาดูเหมือนจะอาภัพในเรื่องนี้มาตลอด

เรียกได้ว่า About time คือหนังหนึ่งในดวงใจของใครหลายคน ด้วยรสชาติของความละมุ่น อบอุ่น และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของหนัง Feel Good ที่จะทำให้คุณอมยิ้มและเสียน้ำตาไปพร้อมกัน นอกจากนี้ตัวหนังยังสอดแทรกวิธีคิดและแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตให้คนดูได้ตกผลึก หากอยู่ ๆ วันหนึ่งคุณเกิดมีพลังย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้ คุณจะทำอะไร ?  หลายคนอาจคิดไปถึงเรื่องเงินทอง บางคนก็อาจอยากกลับไปแก้ไขเรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองในอดีต หรือบางคนก็อาจจะอยากกลับไปแก้ไขเรื่องความรักให้สมหวัง  ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ตัวละครอย่าง ทิม ก็คิดและพยายามทำเช่นเดียวกัน แต่ถึงที่สุดแล้ว หนังก็ทำให้เรารู้ว่า บางครั้ง แม้ว่าคุณจะสามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ มันก็อาจจะไม่ช่วยอะไรเลย การยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นใน “อดีต” และพยายามทำ “ปัจจุบัน” ให้ดีที่สุดน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

9. The Secret Life of Walter Mitty (2013)

เรื่องราวของ “มิตตี้” (เบน สติลเลอร์) พนักงานออฟฟิศวัยกลางคนที่จมอยู่กับชีวิตซ้ำซากจำเจอยู่ในห้องทำงานอันอุดอู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน จนทำให้เขากลายเป็นคนที่มักชอบ “ฝันกลางวัน” แบบหลุดโลกเสมอ  จนกระทั่งวันหนึ่ง ความซวยก็เดินทางมาเยือนมิตตี้ เพราะรูปถ่ายของช่างภาพชื่อดังนามว่า “ฌอน” (ฌอน เพนน์) ที่มิตตี้เป็นผู้รับผิดชอบเกิดมีปัญหา ทำให้เขาต้องออกเดินทางไปตามหาฌอนเพื่อขอรูปถ่ายนั้นอีกครั้ง โดยเขาไม่รู้เลยว่าการเดินทางครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตเค้าไปตลอดกาล

The Secret Life of Walter Mitty คือหนังที่เหมาะสำหรับใครที่ “มนุษย์เงินเดือน” หรือ “พนักงานออฟฟิศ” ที่เสียเวลาทั้งชีวิตอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมและจอคอมพิวเตอร์ หากคุณดูหนังเรื่องนี้รับรองว่าคุณจะเกิดแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าที่จะออกไปเที่ยว ใช้ชีวิตนอกกรอบแบบสุดเหวี่ยงชนิดที่คุณไม่เคยคิด (หรือคิดแต่ไม่กล้าทำ)  แต่ในขณะเดียวกันดูเหมือนว่าตัวหนังก็พยายามสื่อว่า จริง ๆ ความสุขที่คนวัยทำงานพยายามไขว่คว้ามันอาจจะไม่ได้อยู่ที่สถานที่ อย่างเช่น การเปลี่ยนที่ทำงานหรือการได้ออกไปเที่ยว แต่อาจอยู่รอบ ๆ ตัวเราก็ได้ แม้ว่าเราจะอยู่แต่ในออฟฟิศ เราก็อาจค้นพบความสุขนั้นได้ อยู่ที่ว่าเราจะมองหรือคิดกับมันอย่างไร

10. The Shawshank Redemption (1994)

เรื่องราวของ “แอนดี้ ดูเฟรนส์” (ทิม ร็อบบินส์) นายธนาคารหนุ่มอนาคตไกลที่ถูกศาลตัดสินข้อหาฆาตกรรมภรรยาและชายชู้ เขาถูกส่งตัวไปยังเรือนจำ Shawshank และได้พบกับ “เอลลิส บอยด์” (มอร์แกน ฟรีแมน) เพื่อนผู้ต้องขังและยังเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจัดหาสิ่งของต่าง ๆ ให้นักโทษในคุก ในคุกแห่งนี้เอง แอนดี้ต้องพบเจอเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งมิตรภาพของเพื่อนร่วมคุก การใช้อำนาจอย่างไม่ยุติธรรมของพวกผู้คุมและพัศดี แอนดี้จึงเริ่มวางแผนแหกคุกเพื่ออิสรภาพและคืนความยุติธรรมให้กับเหล่านักโทษแห่งเรือนจำ Shawshank

แทบไม่ต้องพูดอะไรมากสำหรับ The Shawshank Redemption เพราะนี่คือ “ตำนาน” อีกเรื่องหนึ่ง เพียงแค่คุณอ่านชื่อนักแสดงก็เพียงพอที่จะทำให้คุณต้องสละเวลาเปิดหนังเรื่องนี้ดู เพราะ The Shawshank Redemption อันแน่นไปด้วยนักแสดงระดับแถวหน้าของวงการภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็น Tim Robbins, Morgan Freeman, Clancy Brown และ Bob Gunton  นอกจากนี้ ตัวหนังทั้งเรื่องคือปรัชญาชีวิตที่หลายคนดูจบแล้วต้องเก็บมาตกผลึกกันและย้อนมองตัวเองกันอย่างจริงจัง เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้ว ชีวิตคนเรา แม้จะไม่ใช่นักโทษในเรือนจำก็ไม่ต่างอะไรกับนักโทษ เพราะเราทุกคนติดอยู่ในวังวนซ้ำซากของชีวิตแสนทรมาน  สิ่งเดียวที่อาจช่วยให้เราหลุดจากวังวนนี้นอกจาก “ความตาย” แล้ว คือ “ความหวัง” ซึ่งตัวหนังแสดงให้เราเห็นว่าความหวังนั้นคือสิ่งที่ทำให้นักโทษทุกคนยังมีแรงใจที่จะใช้ชีวิตในคุกต่อไปได้ บางคนหวังว่าสักวันหนึ่งจะเป็นอิสระ บางคนก็หวังว่าสักวันหนึ่งจะเรียนจบ แม้แต่ตัวพัศดีเองยังหวังความร่ำรวย เมื่อมีความหวังแล้วก็ต้องลงมือทำอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องใช้มากแค่ไหนกว่าจะสำเร็จก็ตาม แต่ความหวังคือสิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์ยังคงดิ้นรนมีชีวิตอยู่

Text – Exocet

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save