“Justice League : Snyder Cut” การเดินทางของเวอร์ชั่นที่รอคอย เจอกัน HBO Max ปีหน้า - TheMacho
 61
“Justice League : Snyder Cut” การเดินทางของเวอร์ชั่นที่รอคอย เจอกัน HBO Max ปีหน้า

กลายเป็นข่าวฮือฮาเมื่อไม่กี่วันก่อน เมื่อ “HBO Max” สตรีมมิ่งน้องใหม่ แต่คุ้นหู ประกาศจะนำเอา “Justice League” หนังรวมฮีโร่ของฝั่ง DC ในเวอร์ชั่น “Snyder Cut” หรือเวอร์ชั่นตัดต่อโดย “แซ็ค สไนเดอร์” มาฉายในปี 2021 สิ้นสุดการรอคอยของแฟนหนัง ที่เรียกร้องมาอย่างยาวนาน

แม้จะมีชื่อกำกับ แต่เราไม่เคยได้ดู “Justice League” ในเวอร์ชั่นที่แซ็คตัดต่อ
(Source : Collider)

ที่บอกว่าฮือฮา ก็เพราะมันมีเรื่องราวเกี่ยวกับเวอร์ชั่นนี้มากมาย ทั้งเส้นทางที่มาที่ไป, การเรียกร้องของแฟนๆ และเหตุผลต่างๆ นานา ที่นำไปสู่การดึงมาฉายบน HBO Max ซึ่งถือเป็นดีลสำคัญ ในการต่อสู้กันบนศึกสตรีมมิ่ง ที่มีแต่คนจ้องจะชิงบัลลังก์จาก Netflix

เรื่องราวมีอะไรน่าสนใจบ้าง เราไปดูกันให้ครบทุกแง่มุมครับ

ก่อร่าง DCEU

หลังความสำเร็จแบบครองบล็อกบัสเตอร์ต่อเนื่องของ “Marvel Cinematic Universe” หรือ “MCU” อีกฝั่งของยักษ์ใหญ่คอมมิคอย่าง DC ซึ่งมีต้นทุนเดิมที่ประสบความสำเร็จของ “ไตรภาค Dark Knight” โดย “คริสโตเฟอร์ โนแลน” เลยอยากเอาโทนอารมณ์แบบเดิมมาต่อเนื่องเป็นเฟรนไชส์ภาพยนตร์ของพวกเขาบ้าง

“คริสโตเฟอร์ โนแลน”​ ผู้สร้างไตรภาค Dark Knight และมีส่วนช่วยตั้งลำ DCEU
(Source : Collider)

ผู้ที่ถูกเลือกเข้ามาตั้งต้นโปรเจ็คท์นี้คือ “แซ็ค สไนเดอร์” ผู้กำกับหนังเท่ ภาพโคตรงามมีสไตล์ อย่าง “300” และ “Watchmen” โดยแซ็คได้นำเรื่องราวที่โนแลนปั้นไว้ มาสร้างออกมาเป็นซูเปอร์แมนลุคส์ใหม่ ในชื่อของ “Man of Steel” ซึ่งแม้เสียงวิจารณ์จะกลางๆ แต่ก็โกยรายได้ไปไม่น้อย

สไนเดอร์ และภรรยา “เด็บบอร่า สไนเดอร์” ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ สานต่อการขยายเฟรนไชส์ ที่มีชื่อว่า “DC Extended Universe” หรือ “DCEU” ให้เป็นรูปเป็นร่าง ด้วยการทำ “Batman v Superman: Dawn of Justice” ที่เริ่มปูทางไปสู่ “Justice League” โดยหนังจากฝั่ง DCEU จะมีโทนอารมณ์ที่แตกต่างจากหนังของ MCU โดยสิ้นเชิง

“เด็บบอร่า สไนเดอร์” ภรรยา และโปรดิวเซอร์คู่ใจของแซ็ค ซึ่งมาตั้งหลัก DCEU ด้วยกัน
(Source : The Spokesman-Review)

ใกล้เคียงกับ Man of Steel การปะทะกันของบรุษเหล็กกับอัศวินรัตติกาล ได้รับเสียงวิจารณ์ไม่ดีนัก แต่สามารถโกยรายได้ที่น่าพึงพอใจ DC เลยเดินหน้าโปรเจ็คต์ต่อไปอย่างจริงจัง แม้จะโดนวิจารณ์ยับกับ “Suicide Squad” แต่ก็กลับมาเรียกศรัทธาได้กับ “Wonder Woman” ที่เตรียมเข้าสู่ Justice League เต็มตัว

Justice League ครึ่งๆ กลางๆ

“Justice League” ถือเป็นโปรเจ็คท์ใหญ่ของ DCEU เพราะหากมันประสบความสำเร็จ การจะต่อยอดไปยังเนื้อหาอื่น คาแรกเตอร์อื่น ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และคงจะไม่มีใครเหมาะสมจะกำกับ เท่ากับมือ 1 อย่างแซ็ค สไนเดอร์

แซ็ค สไนเดอร์ รับหน้าที่กำกับ ด้วยความคาดหวังที่สูงลิบจากสตูดิโอ และแฟนหนัง
(Source : ScreenCrush)

Werner Bros. สตูดิโอจัดจำหน่าย พยายามเน้นเต็มที่ โดยเฉพาะกับการโดนตำหนิเรื่องบทที่ไม่แข็งแรง จนไปดึง “คริส เทอริโอ้” เจ้าของออสการ์จากบทหนังยอดเยี่ยม เรื่อง “Argo” เข้ามาร่วมงานกับ “เบน เอฟเฟล็ค” อีกครั้ง

งานทุกอย่างดูเป็นไปได้ดี กับกำหนดฉายเดือน พ.ย. ปี 2017 แต่แล้วเดือน มี.ค. ในปีเดียวกัน แซ็คต้องพบกับข่าวร้าย เมื่อลูกสาวของเขา “ออทั่ม” ได้เสียชีวิตลง จากการฆ่าตัวตาย และทำให้เขาถอนตัวจากโปรเจ็คท์ ในเดือน พ.ค. ก่อนการปรับแก้เวอร์ชั่น Post Production

“ออทั่ม สไนเดอร์” (ที่ 3 จากขวา) ลูกสาวบุญธรรมของแซ็ค ที่เสียชีวิตไปในปี 2017
(Source : Answersafrica)

ว่ากันว่า แซ็คได้ทำการตัดต่อหนังความยาว 2 ชั่วโมง 20 นาที และฉายให้ผู้บริหาร Warner Bros. ได้ชม แต่ปรากฎว่ายังไม่เป็นที่ถูกใจ และสั่งให้มีการปรับแก้ใหม่ ทำให้ยังเหลืองานถ่ายเพิ่มเติม และ Post Production พอสมควร

การโบกมือลาจากโปรเจ็คท์ในช่วงนั้น ทำให้มีข่าวลือว่ามีการไม่พึงพอใจ และสั่งแก้ ทำให้ค่ายกับแซ็ค มีความเห็นไม่ตรงกัน ก่อนที่ภายหลัง จะก็มีการยืนยันว่าทุกอย่างปกติดี เพียงแต่แซ็คจำเป็นต้องหยุดทุกอย่าง เพื่อกลับไปดูแลครอบครัว และเยียวยาตัวเอง จนทิ้งงานไว้กลางคัน

Warner Bros. ทำการแก้ลำ ด้วยการไปดึง “จอส วีด้อน” ผู้กำกับ “Avengers” ภาคแรก มารับไม้ต่อ ซึ่งการสานต่อให้จบนั้น ต้องมีการถ่ายซ่อมบางจุด ก่อนเริ่มขั้นตอนการตัดต่อ และทำให้หนังเข้าฉายตามกำหนดเดิม ปลายปี 2017 และคงชื่อสไนเดอร์ เป็นผู้กำกับไว้เหมือนเดิม

“จอส วีด้อน” ผู้กำกับ “Avengers” และผู้สร้างซีรีส์ “Agents of S.H.I.E.L.D.”
(Source : Vulture)

ผลลัพธ์ที่ออกมาของ “Justice League” ไม่ได้เป็นตามที่คิด ความไม่ลงตัวหลายอย่างถูกกระแสวิจารณ์โจมตีค่อนข้างหนัก บทที่ไม่แข็งแรง, ฉากที่ดูไม่เข้ารูปเข้ารอย และ CG ที่ดูไม่ใช่อย่างที่ควรเป็น รวมถึงอารมณ์ของหนังที่ดูมีโทนขำขันมากเกินไป ทำให้รายได้ก็ต่ำกว่าที่คาดการณ์ ตามไปด้วย

ตัวอย่าง CG ที่ถูกวิจารณ์ค่อนข้างมาก ว่าทำออกมาได้ย่ำแย่
(Source : Screen Rant)

ผลกระทบจาก “Justice League” ทำให้ DC ต้องกลับไปทำการบ้านอย่างหนัก เพราะประตูบานสำคัญ ไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้อย่างที่หวัง ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองหลายอย่าง

เช่น การดึงคนใหม่ๆ เข้ามากำกับ และเขียนบท อย่างที่เราได้เห็น “เจมส์ วาน”​ กับ “Aquaman”, “เดวิด แซนเบิร์ก” กับ “Shazam!”, “เจมส์ กันน์” กับ “Suicide Squad 2” หรือการยกเครื่องแบทแมนของ “แมตต์ รีฟส์” ที่ทำให้เอฟเฟล็ค ต้องโบกมือลาจากตำแหน่งอัศวินรัตติกาลไป

การเปลี่ยนแปลงสำคัญ เมื่อเอฟเฟล็คโบกมือลา ก่อนจะเป็น “โรเบิร์ต แพทตินสัน” เข้ารับบทแบทแมนแทน
(Source : Heroic Hollywood)

ด้านผลกระทบต่อ Justice League โดยตรง ก็เกิดกระแสตามมาในวงกว้าง เรียกร้องให้หนังถูกตัดต่อใหม่โดยแซ็ค สไนเดอร์ ผู้ที่น่าจะกู้ให้ Justice League มีผลลัพธ์ได้อย่างที่เขาตั้งต้นมันมา

#ReleaseTheSnyderCut

กระแสเรียกร้อง “Justice League” ในเวอร์ชั่น “Snyder Cut” เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเริ่มจากการเรียกร้องใน Change.org ก่อนจะกลายเป็นแฮชแท็ค #ReleaseTheSnyderCut ซึ่งร้อนแรงในโลกโซเชียล ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ทั่วโลกมาแล้ว

จากแฮชแท็คฮ็อต กลายเป็นการต่อยอดไปถึงการรวมกลุ่มของสมาชิก ที่คิดเห็นเหมือนกัน
(Source : NewsDio)

นอกเหนือจากแฟนบอยของ DC และแฟนหนังที่หวังได้ดูสิ่งที่คาดว่าดีกว่าแล้ว ดาราหลายรายก็ร่วมจอยการเรียกร้องกับเขาด้วย อย่างสมาชิกของ DCEU ทั้ง “เบน เอฟเฟล็ค”, “กัล กาโดต์” และ “เจสัน มันมัว” ต่างเคยร่วมโพสต์ และใช้แฮชแท็ค เรียกร้องกับเขาด้วย

พลังของแฟนๆ ได้เกิดกลุ่มก้อนขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว และสร้างเรื่องราวดีๆ ต่อสังคม อย่างการก่อตั้งกองทุน เพื่อให้เงินช่วยเหลือเพื่อป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตาย โดยอุทิศให้กับ “ออทั่ม สไนเดอร์” ลูกสาวที่จากไปของแซ็ค

จากแคมเปญเกี่ยวกับหนัง กลายเป็นกลุ่มคนที่ร่วมกันสนับสนุน และรณรงค์เพื่อสังคม
(Source : Pinterest)

แต่ในทางกลับกัน การกระทำด้านลบบนโซเชียลก็มี อย่างการโพสต์โจมตีรุ่นแรงต่อ “เจฟฟ์ จอห์น” ซีอีโอของ DC Comics และ “จอส วีด้อน” ผู้มารับไม้ต้อแซ็ค ว่าเป็นคนที่ทำลาย Justice League จนย่อยยับ

“เจฟฟ์ จอห์น” ซีอีโอของ DC Comics ที่โดนกระแสแฟน Snyder Cut เล่นงานไปด้วย
(Source : Forbes)

หรือการโจมตี “แพทตี้ เจนกินส์” ผู้กำกับหญิงของ Wonder Woman หรือ “แมตต์ รีฟส์” ผู้กำกับของแบทแมนเวอร์ชั่นใหม่ หลังไม่พอใจ ที่สตูดิโอให้ความสำคัญกับ 2 เรื่องนี้ ก่อนจะนำเอา Justice League เวอร์ชั่น Snyder Cut มาปัดฝุ่นทำ ตามที่แฟนต้องการ

HBO Max ทางออกที่สวยงาม

หลังเรียกร้องกันมายาวนานเกิน 2 ปี กับข่าวลือว่าจะมาเมื่อนั้น เมื่อนี้ สุดท้ายแฟนก็สมหวังจนได้ เมื่อ HBO Max ประกาศว่าเวอร์ชั่น “Snyder Cut” จะได้ชมกันแน่นอน ภายในปี 2021

HBO Max สตรีมมิ่งรายใหม่ ที่กำลังจะเปิดเริ่มชมในเดือน พ.ค. นี้
(Source : Adweek)

การที่ดีลไปโผล่กับ HBO Max ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะพันธมิตรสำคัญของ HBO คือ AT&T และ WarnerMedia บริษัทในเครือ Warner Bros. สตูดิโอที่เป็นพาร์ทเนอร์สำคัญสำหรับ DCEU อยู่แล้ว

แน่นอนว่าสงครามสตรีมมิ่งในปัจจุบัน โดยเฉพาะในตลาดอเมริกา และแคนาดา กำลังดุเดือดเลือดพล่าน เพราะนอกจาก Netflix ที่ครองเบอร์ 1 หลายพื้นที่ทั่วโลก ยังมีรายอื่นอย่าง Hulu, Amazon Prime หรือของ HBO เอง ทั้ง HBO GO กับ HBO NOW และยังมีเจ้าใหญ่อย่าง Disney+ มาแจมอีก

HBO Max ยืนยันว่า “Justice League” เวอร์ชั่น “Snyder Cut” มาแน่ปีหน้า
(Source : The Verge)

ดังนั้น HBO Max ซึ่งกำลังจะเปิดให้บริการในอเมริกา 27 พ.ค. จึงรีบปิดดีล “Justice League” ในเวอร์ชั่น “Snyder Cut” ไว้เป็นหมัดเด็ด เพราะถึงจะเข้าฉายตั้งปีหน้า แต่รับรองว่าเรื่องนี้ เรียกกระแสให้คนหันมามองแพลตฟอร์มได้ตั้งแต่ต้น

รูปแบบของ Snyder Cut

ถึงจะไม่มีการคอนเฟิร์มจาก HBO Max แต่ก็มีข่าวที่สื่อเล่นกันหนาหู ว่ารูปแบบที่เป็นไปได้ มีอยู่ 2 แบบ นั่นคือทำเป็นภาพยนตร์ยาวรวดเดียว ซึ่งอาจจะมีความยาวโหดร้ายถึง 4 ชั่วโมง หรือแบ่งเป็นตอน 6 Chapter

อย่างที่ว่าไป แซ็คได้ทำเวอร์ชั่นคัตของตัวเองไว้แล้ว ตั้งแต่สมัยยังอยู่ในโปรเจ็คท์ แม้จะต้องปรับแต่งเพิ่ม และเคยไม่ได้รับการยอมรับจากผู้บริหาร Warner Bros. มาก่อน แต่ในเมื่อแบบที่ผู้บริหารปลื้มไม่ประสบความสำเร็จ เวอร์ชั่นยาวๆ ของแซ็ค จึงถือว่ามีแต้มต่อตอนนี้

ในเมื่อของเดิมมันไม่ประสบความสำเร็จ เวอร์ชั่นของแซ็ค จึงน่าติดตาม ไม่ว่าจะออกมายังไง
(Source : Hollywood Reporter)

นอกเหนือจากรูปแบบภาพยนตร์ยาวรวดเดียว 4 ชั่วโมง อีกทางเลือกที่น่าสนใจ คือการทำเป็น “Chapter” ซึ่งสามารถซอยเป็นตอนย่อยได้ 6 ตอน ออกฉายสัปดาห์ละตอน เหมือนที่สตรีมมิ่งนิยมทำกัน

เราจะเห็นอะไรใน Snyder Cut

เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่เราจะได้รับชม มีแค่เพียงน้ำจิ้มจากคำพูดของแซ็คว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างจะต่างจากเวอร์ชั่นที่ออกฉาย”

เบื้องต้นคาดว่าโปรเจ็คท์ Snyder Cut น่าจะทุ่มงบถึง 20-30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการปรับแต่ง Justice League ให้น่าสนใจ ทั้งการตัดต่อใหม่, ทำเพลงประกอบใหม่ และแก้ไขวิช่วลเอฟเฟ็คต์ ไม่ว่าจะเป็นทำเพิ่มใหม่ หรือปรับแต่งของเดิม

ภาพในโทนที่แตกต่างไป น่าจะได้เห็นจากเวอร์ชั่น Snyder Cut
(Source : The Telegraph)

โดยคาดกันว่า โทนของหนังจะมีความเรียล และมีงานโทนสีโทนภาพ ที่มีความเป็นสไนเดอร์อยู่อย่างแน่นอน งานด้าน CG ก็น่าจะมีความกลมกลืน และดูลื่นไหลกว่าเวอร์ชั่นเดิม ซึ่งโดนโจมตีอย่างมากว่า “เหมือนทำไม่เสร็จ”

เรื่องของความสมดุลตัวละคร แม้จะไม่ทราบว่าเป็นความตั้งใจของสไนเดอร์แต่แรกหรือไม่ แต่จากเวอร์ชั่นออกฉาย ถูกวิจารณ์ถึงการวางคาแรกเตอร์ว่าไม่ปัง จึงคาดว่าสไนเดอร์จะหาทางแก้ไขจุดนี้ และทำให้ผู้ชมปลื้มกับบทบาทของแต่ละตัวมากขึ้น

ถึงจะลาบทแบทแมนไปแล้ว แต่เวอร์ชั่น Snyder Cut อาจช่วยกู้ชื่อให้เอฟเฟล็คได้
(Source : Digital Spy)

น่าติดตามการกลับมากู้งานที่ตัวเองก่อร่างสร้างขึ้นมาของสไนเดอร์ ว่ามันจะออกมาหน้าตาแบบไหน ทำให้ทัศนคติของแฟนหนังที่ผิดหวัง กลับมานิยมชมชอบได้แค่ไหน ปีหน้าคงได้รู้คำตอบกันครับ

Picture : Screen Rant, Collider, The Spokesman-Review, ScreenCrush, Answersafrica, Vulture, Heroic Hollywood, NewsDio, Pinterest, Forbes, Adweek, The Verge, Hollywood Reporter, The Telegraph, Digital Spy

rocketseer

ทำงานเกม-ติดเกมบ้าง | บ้าบอล-เป็น The KOP | บ้าดูหนัง-มีเพจหนัง | บ้ากิน-มีพุงแล้วเนี่ย!

บทความที่เกี่ยวข้อง