ยิ่งทำงาน ยิ่งรู้สึกว่าตัวเราฉลาดน้อยลง จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร? - TheMacho
 
ยิ่งทำงาน ยิ่งรู้สึกว่าตัวเราฉลาดน้อยลง จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?

ในชีวิตการทำงานของคนทำงานประจำที่ทอดยาวมาสักระยะหนึ่ง เชื่อว่าหลายคนเริ่มรู้สึกเบื่อกับงาน ด้วยอารมณ์ที่ว่า “ยิ่งทำงาน ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองฉลาดน้อยลง” เพราะด้วยลักษณะของงานที่ซ้ำๆ เดิม แทบจะไม่มีอะไรใหม่ๆ ในองค์กรให้เรียนรู้แล้ว

งานที่ทำอยู่กลับทำให้เรารู้สึกว่า มันไม่สามารถทำให้ตัวเราเก่งขึ้นกว่านี้ได้อีกแล้ว แม้ว่ามันจะทำให้เรามีเงินหาเลี้ยงชีพไปได้ในแต่ละเดือนก็ตาม

สำหรับคนที่กำลังประสบกับสถานการณ์ และความรู้สึกเช่นนี้อยู่ จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร ให้เรากลับมารู้สึกตื่นเต้น มีความสุขกับการทำงานมากขึ้น ใครอยากรู้ตามมาดูกันเลย

ศึกษาโครงสร้างองค์กรให้มากขึ้น

การทำอาชีพงานประจำนั้น เมื่อเริ่มต้นทำงานทุกคนก็จะต้องเริ่มไต่เต้าจากตำแหน่งเล็กๆ ลักษณะงานก็จะง่ายๆ เพื่อให้เรามีโอกาสได้เพิ่มพูนประสบการณ์ เรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในองค์กรมากขึ้น เราเชื่อว่าคนเก่งๆ หลายคน แค่เดือนเดียวก็สามารถเรียนรู้งานในตำแหน่งที่ทำอยู่ได้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว แต่หลายคนต้องทนทำงานแบบเดิมซ้ำๆ อยู่หลายเดือน หรือหลายปี โดยไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่งงานไปทำงานที่ท้าทายขึ้นเมื่อไหร่

ดังนั้นใครที่อยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้ก็ควรจะรอด้วยความอดทน อย่างมีความหวัง หากเราศึกษาโครงสร้างองค์กรดีๆ เราก็จะรู้ว่าตำแหน่งที่เราอยากจะไขว่คว้ามาในโอกาสข้างหน้าคืออะไร เพื่อที่จะได้สร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาทักษะความสามารถตัวเองให้คู่ควรกับตำแหน่งงานที่ใฝ่ฝันถึง ใช่ว่าทำงานไปวันๆ แบบคนซังกะตาย

ยอมรับในคุณค่าของงานที่เรากำลังทำอยู่

งานทุกงานในองค์กรเป็นงานที่มีคุณค่า จงอย่าได้ดูถูกดูแคลนงานที่เราทำ เพราะทุกคนในองค์กรก็เปรียบเสมือนฟันเฟืองน้อยใหญ่ที่ขับเคลื่อนให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าได้ แม้ว่างานทุกวันนี้จะทำให้เรารู้สึกเบื่อ แต่เราก็ต้องทำมันให้เต็มที่ ทำให้ผลงานออกมาดี และตรงเวลาที่สุด เพราะหากเราตั้งใจทำมันทุกวันให้ออกมาดี งานที่เราทำนั้นจะกลายเป็นผลึกที่ก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ แล้วมันก็จะสามารถเป็นจุดขายให้เราในอนาคต

เรียนรู้ที่จะสร้างสมดุลให้กับชีวิต

การสร้างสมดุลในการทำงานหมายถึงการรู้จักแบ่งเวลาอย่างเหมาะสมระหว่างเวลางาน และเวลาส่วนตัว ซึ่งนั่นจะทำให้เวลาทำงานเราก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ส่วนเวลาพักก็ได้พักเต็มที่เช่นกัน

การทำงานที่จะก่อให้เกิดสมดุลในชีวิต จำเป็นต้องรู้จักจัดการตารางเวลางานผ่านการทำ Time Blocking ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ทำให้งานเสร็จเร็ว ตรงเวลา มีคุณภาพ ส่วนเวลาที่เหลือก็สามารถนำไปพัฒนาตัวเอง หาความรู้ใหม่ๆ เพื่อไขว่คว้าโอกาสดีๆ ที่อาจมีเข้ามาในอนาคต หรือพัฒนาตัวเองเพื่อให้คู่ควรกับตำแหน่งงานที่ใหญ่กว่าที่เราใฝ่ฝันอยากได้

มองหาโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ

สำหรับหลายคนเมื่อทำงานไปได้สักระยะ เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในองค์กรได้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว อาจมองว่าองค์กรที่เรากำลังทำงานอยู่นี้เล็กไปสำหรับความสามารถที่เรามีอยู่ การจะก้าวออกจาก Comfort Zone ออกไปหางานใหม่ๆ ที่ท้าทายกว่าเดิม เช่น งานกับบริษัทใหม่ หรือ เปิดกิจการเป็นของตัวเอง ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ไม่ต้องรู้สึกละอาย หรือรู้สึกผิดอะไร เมื่อเราต้องการจะจากไป หากเรามองว่าไปแล้วเรามีโอกาสได้รับงานที่ท้าทาย และมีความสุขกับงานมากกว่าขึ้น 

ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

คนทำงานที่รู้จักคุณค่าของเวลา จะไม่ปล่อยเวลาว่างให้สูญเปล่า เวลามีงานเข้ามาก็จะรีบสะสางงานให้เสร็จตรงเวลา อย่างมีคุณภาพ ส่วนเวลาที่เหลือก็จะเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาตัวเอง

ตรงข้ามกับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ที่มักจะทำงานแบบดินพอกหางหมู ไม่ถึงกำหนดเวลาส่งงานก็อ้อยอิ่งไม่ยอมทำงานให้เต็มที่ ถึงเวลาเลิกงานก็เที่ยวเตร่ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดก็พักผ่อนฟรีสไตล์ตามใจชอบ กลายเป็นว่าปีทั้งปีอ่านหนังสือเพิ่มพูนความรู้ไม่จบสักเล่ม ไม่มีเวลาไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับชีวิต และไม่มีเวลาที่จะเข้าคอร์สเพิ่มพูนความสามารถให้ตัวเอง เช่นนี้แล้วกี่ปีๆ ตำแหน่งงานก็ไม่ก้าวหน้า ไม่เติบโต ก็ได้แต่บ่นว่างานที่ทำอยู่น่าเบื่อต่อไป

และนี่ก็คือเคล็ดลับ 5 ข้อที่จะพามนุษย์งานประจำทั้งหลายออกจากกับดักความน่าเบื่อของงานที่ทำซ้ำๆ จนแทบไม่ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ก็หวังว่าคำแนะนำเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆ มนุษย์เงินเดือนทุกคน เมื่อทราบแล้วก็อย่าลืมนำไปปรับใช้กัน เพื่อที่คุณจะได้มีความสุขกับการทำงานมากขึ้น

Sujate Wanchat

What one man calls God, another calls the laws of physics.

วิศวกร นักท่องเที่ยว บล็อกเกอร์ นักเขียนบทความ ชอบติดตามโลกเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าล้ำสมัย เรื่องราวการท่องเที่ยวผจญภัย มนุษย์ต่างดาว และสาวๆ เซ็กซี่

บทความที่เกี่ยวข้อง