20 อันดับการซื้อตัวที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก [ตอนที่ 2] - The Macho
 
20 อันดับการซื้อตัวที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก [ตอนที่ 2]

การซื้อตัวที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ตอนที่ 2 นั้น รายชื่อส่วนใหญ่เป็นที่คุ้นเคยของสาวกลูกหนังเมืองผู้ดีอยู่แล้ว ซึ่งผู้เล่นบางคนยังคงอยู่ใสนความทรงจำของแฟนบอลมาจนถึงทุกวันนี้

10. อลัน เชียร์เรอร์

       อดีตดาวยิงทีมชาติอังกฤษเจ้าของฉายา  “ฮอตช็อต” โด่งดังขึ้นมากับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส หลังพาพลพรรค “กุหลาบไฟ” คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในฤดูกาล 1994-95 ก่อนที่เจ้าตัวจะย้ายไปยัง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในปีต่อมา

        เชียร์เรอร์ กลายเป็นตำนานของ นิวคาสเซิ่ล ไปแล้วหลังจากอยู่ล่าตาข่ายในถิ่นเซนต์ เจมส์ ปาร์ค นานถึง 10 ปีเต็ม ลงเล่นไปรวมทุกรายการ 405 เกม กระหน่ำไปถึง 206 ประตู ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ดเมื่อปี 2006 แต่เสียดายที่เขาไม่เคยคว้าแชมป์ร่วมกับ “สาลิกาดง” เลยแม้แต่รายการเดียว  

9. แวงซองต์ กอมกาปานี

        กอมกาปานี ถือเป็นนักเตะยุคบุกเบิกในการไล่ล่าความสำเร็จของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เลยก็ว่าได้ โดยกองหลังชาวเบลเยียม ย้านจาก ฮัมบูร์ก มาเล่นกับ “เรือใบสีฟ้า” เมื่อปี 2008 และกลายเป็นผู้บัญชาการเกมรับของทีมทันที

        กอมกาปานี เล่นในถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม นานถึง 11 ฤดูกาล ลงเล่นไป 360 เกม พร้อมกับคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย และลีก คัพ 4 สมัย ก่อนจะกลับไปอำลาสังเวียนหญ้าในบ้านเกิดกับอดีตต้นสังกัดเก่าอย่าง อันเดอร์เลชท์ เมื่อปี 2020  

8. เวย์น รูนีย์

       รูนีย์ขึ้นทำเนียบเป็นสุดยอดดาวซัลโวสูงสุดของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปเรียบร้อยแล้วหลังย้ายมาจาก เอฟเวอร์ตัน เมื่อปี 2004 โดยลงเล่นให้ “ปีศาจแดง” รวมทุกรายการ 559 เกม ซัดไป 253 ลูก  พร้อมกับคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย, ยูโรป้า ลีก 1 สมัย และแชมป์สโมสรโลก 1 สมัย

        อดีตหัวหอกทีมชาติอังกฤษ อำลา แมนฯยูไนเต็ด กลับไปเล่นกับ เอฟเวอร์ตัน ในปี 2017 ก่อนจะย้ายไปเล่นกับ ดีซี ยูไนเต็ด เมื่อปี 2018 จากนั้น หวนกลับมาเล่นกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกุนซือ “แกะเขาเหล็ก” เมื่อปี 2020

7. โซล แคมป์เบลล์

       ในช่วงต้นยุค 2000 สิ่งที่ทำให้แฟนบอล ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ โกรธมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการที่ แคมป์เบลล์ ซึ่งเป็นเด็กลูกหม้อของสโมสรตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมอริตลอดกาลอย่าง อาร์เซน่อล ภายใต้การนำทัพของกุนซือ อาร์แซน เวนเกอร์ แบบไร้ค่าตัว

       ภายใต้สีเสื้อ “ไอ้ปืนใหญ่” แคมป์เบลล์ กลายเป็นผู้นำในแนวรับอย่างแข็งแกร่งตลอด 6 ปี โดยลงเล่นไปมากถึง 197 เกม พร้อมกับคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย และ เอฟเอ คัพ 2 สมัย ก่อนจะย้ายไปเล่นกับ พอร์ทสมัธ, นอตส์ เคาน์ตี้ และแขวนสตั๊ดกับ นิวคาสเซิ่ล เมื่อปี 2011

6. ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา

       ดร็อกบา เป็นกลุ่มนักเตะชาวต่างชาติยุคเริ่มต้นความสำเร็จของ เชลซี เลยก็ว่าได้หลังย้ายมาจาก โอลิมปิก มาร์กเซย เมื่อปี 2004 ด้วยค่าตัวราว 24 ล้านปอนด์ โดยลงเล่นให้ “สิงโตน้ำเงินคราม” ไปถึง 341 ซัดไป 157 ประตู พร้อมกับคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, เอฟเอ คัพ 3 สมัย, ลีก คัพ 2 สมัย และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย

       อดีตศูนย์หน้าทีมชาติไอวอรี่ โคสต์ อำลา เชลซี ไปเล่นกับ เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว เมื่อปี 2012 จากนั้น ตระเวนไปเล่นกับ กาลาตาซาราย และหวนกลับมาเล่นให้ “สิงโตน้ำเงินคราม” อีก 1 ปี ก่อนข้ามไปเล่นกับ มอนทรีอัล อิมแพ็ค และอำลาสนามกับ ฟีนิกซ์ ไรซิ่ง เมื่อปี 2018

5. รอย คีน

        หนึ่งในกองกลางพันธุ์บู๊ตลอดกลาลของวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีแจ้งเกิดกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ก่อนจะย้ายไปกอบโกยความสำเร็จกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในระหว่างปี 1993-2005 โดยสวมบทบาทกัปตัน “ปีศาจแดง” พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 7 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย

        อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติไอร์แลนด์ อำลาถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ไปเล่นกับ กลาสโกว์ เซลติก ในช่วงปลายอาชีพเป็นเวลา 1 ฤดูกาล ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ด และปัจจุบันทำงานเป็นกูรูลูกหนังให้กับสื่อชั้นนำหลายแห่งในอังกฤษ

4. แฟรงค์ แลมพาร์ด

       มิดฟิลด์จอมถล่มประตูย้ายจาก เวสต์แฮม ยูไนเต็ด มาเล่นกับ เชลซี ในปี 2001 และก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในแดนกลางของ “สิงโตน้ำเงินคราม” ทันที โดย แลมพาร์ด อยู่ค้าแข้งในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ นานถึง 13 ปี ลงเล่นไป 648 เกม ซัดไป 211 ประตู พร้อมกับพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, ลีก คัพ 2 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย และยูโรป้า ลีก 1 สมัย

        จอมทัพชาวอังกฤษ ย้ายจาก เชลซี ไปเล่นกับ แมนฯ ซิตี้ และ นิวยอร์ค ซิตี้ ก่อนจะเริ่มจับงานกุน

ซือกับ ดาร์บี้ เมื่อปี 2018 และมารับงานนายใหญ่ “สิงโตน้ำเงินคราม” เมื่อปี 2019 และทำผลงานไม่ดีนักจนทำให้โดนปลดเมื่อเดือนมกราคมปี 2021

3. เอริค คันโตน่า

       สุดยอดการซื้อตัวตลอดกาลของ แมนฯ ยูไนเต็ด คันโตน่า ย้ายจาก ลีดส์ มาเล่นในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อปี 1992 ด้วยค่าตัวเพียง 1.2 ล้านปอนด์ ก่อนที่เขาจะเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ “ปีศาจแดง” กลับมาทวงความสำเร็จอีกครั้งหลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัยติดต่อกัน

        หลังเล่นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด นาน 6 ปี ก็องโต้” ก็ประกาศแขวนสตั๊ดท่ามกลางความเสียดายของแฟนบอล “ปีศาจแดง” ทั่วโลก

2. เธียร์รี่ อองรี

        อองรี เริ่มต้นเล่นฟุตบอลในตำแหน่งปีกกับ โมนาโก และ ยูเวนตุส แต่ในช่วงนั้น เขายังไม่โด่งดังมากนักก่อนที่ เวนเกอร์ จะดึงตัวมาเล่นกับ อาร์เซน่อล ในปี 1999 พร้อมกับเปลี่ยนตำแหน่งให้เขาเล่นเป็นกองหน้า และนั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนาน

        หัวหอกชาวฝรั่งเศสกลายเป็นหนึ่งในแนวรุกที่อันตรายที่สุดในโลกโดยลงเล่นให้ อาร์เซน่อล ไปมากถึง 370 เกม ซัดไป 226 ลูก พร้อมกับพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย และ เอฟเอ คัพ 2 สมัย ก่อนจะย้ายไปเล่นกับ บาร์เซโลน่า และแขวนสตั๊ดกับ นิวยอร์ค เรดบลูล์ เมื่อปี 2014

1. คริสเตียโน่ โรนัลโด้

        โรนัลโด้ เป็นเด็กปั้นในอคาเดมี่ของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ก่อนจะโชว์ฟอร์มเตะตาแมวมอง แมนฯ ยูไนเต็ด และทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือ “ปีศาจแดง” คว้าตัวมายังถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด 2003 ด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์

        ปีกชาวโปรตุเกส ค่อยๆพัมนาฝีเท้าจนกลายเป็นผู้เล่นระดับโลกในสีเสื้อของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยลงเล่นไปถึง 292 เกม ซัดไป 118 ประตู ก่อนจะย้ายไป เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวสถิติโลกเมื่อปี 2009 ด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ และปัจจุบันในวัย 34 ปี โรนัลโด้ กำลังเล่นกับ ยูเวนตุส และยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด

ภาพประกอบ : skysports.com, talksport.com, goal.com

20 อันดับการซื้อตัวที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก [ตอนที่ 1]

Che Navapun

บทความที่เกี่ยวข้อง