20 อันดับการซื้อตัวที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก [ตอนที่ 1] - The Macho
 
20 อันดับการซื้อตัวที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก [ตอนที่ 1]

ในอดีตจนถึงปัจจุบันทูกสโมสรใน “พรีเมียร์ลีก” อังกฤษ ว่าจะเป็นทีมระดับเล็ก, กลาง หรือระดับชั้นนำ ต่างก็ซื้อผู้เล่นมาเสริมทัพแทบตลอดทุกปี ซึ่งเป็นเรื่องปกติว่า ต้องมีประสบความสำเร็จ และต้องเจอกับความล้มเหลวปะปนกันไป

        นักเตะเหล่านี้สมควรได้รับการบันทึกว่า เป็นการลงทุนที่ต้นสังกัดของพวกคุ้มค่าที่บาททุกสตางค์ที่จ่ายไป และส่วนใหญ่พวกเขาก็ขึ้นแท่นเป็นตำนานของสโมสรไปเรียบร้อยแล้ว

20. ปีเตอร์ เช็ก

        อดีตนายทวารทีมชาติสาธารณรัฐเช็กย้ายจาก แรนส์ มาเฝ้าเสากับ เชลซี เมื่อปี 2004 ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ โดย เช็ก เล่นในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจน์ นานถึง 11 ปี คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย และยูโรป้า ลีก 1 สมัย

        ในปี 2015 เช็ก ย้ายจาก เชลซี ไปร่วมทีม อาร์เซน่อล ก่อนประกาศแขวนถุงมือเมื่อปี 2019 จากนั้น เขากลับมารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ เชลซี จนถึงปัจจุบัน

19. เซอร์คิโอ อเกวโร่

       หัวหอกอาร์เจนไตน์ถือเป็นหนึ่งในการทำธุรกิจที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เลยก็ว่าได้ หลัง “เรือใบสีฟ้า” ทุ่มเงิน 35 ล้านปอนด์ คว้าตัวมาจาก แอตเลติโก มาดริด เมื่อปี 2011 และ อเกวโร่ ก็เป็นกำลังสำคัญของสโมสรมาจนถึงฤดูกาลนี้

        ดาวยิงวัย 32 ปี ลงเล่นให้ แมนฯ ซิตี้ ไปมากกว่า 380 เกม ซัดไปเกิน 250 ประตู พร้อมกับคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย และ ลีก คัพ 6 สมัย โดยซัมเมอร์นี้ อเกวโร่ กำลังจะหมดสัญญากับ “เรือใบสีฟ้า” และจะย้ายออกไปแบบไร้ค่าตัว

18. เอเด็น อาซาร์

        อาซาร์ เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอล เชลซี มากที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้ ซึ่งสไตล์การเล่น และพรสวรรค์ของเขานั้น เรียกเสียงฮือฮาได้อยู่เสมอ แถมยังพา “สิงโตน้ำเงินคราม” ประสบความสำเร็จอย่างมากมายอีกด้วย

        ตัวรุกชาวเบลเยียมย้ายจาก ลีลล์ มาเล่นกับ เชลซี เมื่อปี 2012 ด้วยค่าตัว 32 ล้านปอนด์ และเขาก็ตอบแทนด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, ลีก คัพ 1 สมัย, และยูโรป้า ลีก 1 สมัย ก่อนจะย้ายไปเล่นกับ เรอัล มาดริด เมื่อปี 2019

17. ปาทริค วิเอร่า    

       มิดฟิลด์พันธุ์บู๊ย้ายจาก เอซี มิลาน มาร่วมทีม อาร์เซน่อล ในปี 1996 ด้วยค่าตัวเพียง 3 ล้านปอนด์เท่านั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่า วิเอร่า จะพัฒนาตัวเองจากนักเตะโนเนมจนกลายมาเป็นกำลังสำคัญในแดนกลางของ “ไอ้ปืนใหญ่” ยาวนานถึง 9 ปี

        หลังรับบทกัปตันทีม และพา อาร์เซน่อล การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย และ ลีก คัพ 3 สมัย วิเอร่า ก็ย้ายไปเล่นกับ ยูเวนตุส ในปี 2005

16. ดาบิด ซิลบา

       คงไม่มีใครเชื่อว่า เพลย์เมคเกอร์ตัวเล็กชาวสเปน ที่ย้ายจาก บาเลนเซีย มาเล่นกับ แมนฯ ซิตี้ เมื่อปี 2010 จะกลายเป็นตำนานแห่งถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม หลังจากหลายคนมองว่า สภาพร่างกายของเขาคงไม่สามารถเล่นในพรีเมียร์ลีกได้

        อย่างไรก็ตาม ซิลบา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขายอดเยี่ยมเพียงใดหลังอยู่บัญชาการเกมรุกให้ แมนฯ ซิตี้ นานถึง 10 ปี พร้อมกับคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย และ ลีก คัพ 5 สมัย ก่อนจะย้ายไปเล่นกับ เรอัล โซเซียดาด ในบ้านเกิดเมื่อปี 2020

15. จานฟรังโก้ โซล่า

       โซล่า เป็นอีกหนึ่งนักเตะต่างชาติยุคบุกเบิกของ เชลซี และเป็นคนที่สาวก “สิงห์บลู” ยกย่องอย่างมากหลังย้ายมาจาก ปาร์ม่า เมื่อปี 1996 และเจ้าตัวก็เข้ามาเป็นกำลังหลักในแนวรุกของสโมสรทันที

        กองหน้าจอมเทคนิคชาวอิตาเลียนลงเล่นให้ เชลซี ไปมากกว่า 300 เกม ซัดไป 80 ประตู พร้อมกับพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 2 สมัย, ลีก คัพ 1 สมัย, ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ 1 สมัย และยูฟ่า ซุเปอร์ คัพ 1 สมัย ก่อนจะย้ายกลับไปเล่นในบ้านเกิดกับ กายารี่ เมื่อปี 2003

14. เวอร์จิล ฟาน ไดจค์

       สุดยอดการลงทุนของ ลิเวอร์พูล ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ฟาน ไดจค์ ย้ายจาก “นักบุญ” เซาแธมป์ตัน มาบัญชาการแนวรับในถิ่นแอนฟิลด์ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 75 ล้านปอนด์ เมื่อตลาดนักเตะเดือนมกราคมปี 2018

        ปราการหลังชาวดัตช์ ทำให้เกมรับของ ลิเวอร์พูล แข็งแกร่ง และเหนียวแน่นขึ้นทันตาเห็น และเจ้าตัวเป็นคีย์แมนในการพา “หงส์แดง” คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า ซุเปอร์ คัพ และแชมป์สโมสรโลก

13. เดนนิส เบิร์กแคมป์

       ตำนานยอดาวยิงจอมคลาสสิคแห่วงวงการลูกหนังเมืองผู้ดี เบิร์กแคมป์ ย้ายจาก อินเตอร์ มิลาน มาเล่นกับ อาร์เซน่อล ด้วยค่าตัว 7.5 ล้านปอนด์ เมื่อปี 1995 และเจ้าตัวก็กลายเป็นคีย์แมนสำคัญในเกมรุกของ “เดอะ กันเนอร์ส” ทันที

        กองหน้าชาวดัตช์ ลงเล่นให้กับ อาร์เซน่อล ไปมากถึง 423 เกม ซัดไป 120 ประตู พร้อมกัมกับคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย และ เอฟเอ คัพ 3 สมัย ก่อนประกาศแขวนสตั๊ดกับสโมสรเมื่อปี 2006

12. เอ็นโกโล่ ก็องเต้

        เส้นทางอาชีพของ ก็องเต้ เรียกได้ว่า น่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมากหลังจากเริ่มต้นเล่นฟุตบอลกับทีมเล็กๆในฝรั่งเศสอย่าง บูโลญจน์ และ กานส์ จากนั้น ในปี 2015 เขาก็ข้ามมาเล่นในอังกฤษกับ เลสเตอร์ ซิตี้ และพา “สุนัขจิ้งจอก” คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อย่างสุดเซอร์ไพรส์

        ในปี 2016 มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศส ย้ายจาก เลสเตอร์ ไปเล่นกับ เชลซี และยังพา “สิงโตน้ำเงินคราม” คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 1 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย และ ยูโรป้า ลีก 1 สมัย

11. โมฮาเหม็ด ซาล่าห์

        หลังไม่ประสบความสำเร็จกับ เชลซี ในปี 2014 ปีกชาวอิยิปต์ ก็ถูกปล่อยออกจากถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ไปเล่นด้วยสัญญายืมตัวกับ ฟิออเรนติน่า และ โรม่า ก่อนที่เขาจะกลับมาพิสูจน์ตัวเองในอังกฤษอีกครั้งกลับ ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2017

        ผลงานกับ ลิเวอร์พูล นั้น ซาล่าห์ เปลี่ยนตัวเองจากตัวรุกริมเส้นกลายเป็นตัวปิดสกอร์ที่คมกริบ ซึ่งเขายิงให้ “หงส์แดง” เกิน 20 ประตูมา 3 ปีติดต่อกันแล้ว และมีว่นอย่างมากในการพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า ซุเปอร์ คัพ และแชมป์สโมสรโลก

ภาพประกอบ : skysports.com, goal.com

Che Navapun

บทความที่เกี่ยวข้อง