10 การเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดในตลาดหน้าหนาวของศึกพรีเมียร์ลีก - TheMacho
 
10 การเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดในตลาดหน้าหนาวของศึกพรีเมียร์ลีก

สำหรับตลาดซื้อ-ขายนักเตะรอบเดือนมกราคมนั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหลายสโมสรเลยก็ว่าได้  เพราะหากได้นักเตะใหม่ที่เข้ามาสร้างผลกระทับได้ทันทีก็อาจช่วยพลิกสถานการณ์ให้กันทีมได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ผู้เล่นใหม่ที่ย้ายเข้ามาอาจมีค่าตัวไม่แพงนัก แต่กลับระเบิดฟอร์มได้อย่างสุดยอด เหมือนกับ 10 แข้งต่อไปนี้ที่ต้องยอมรับว่า เป็นการทำธุรกิจที่คุ้มค่าที่สุดช่วงตลาดหน้าหนาวของบรรดาทีมในพรีเมียร์ลีก

10. จอห์น สโตนส์ (บาร์นสลีย์ ย้ายไป เอฟเวอร์ตัน ปี 2013)

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บาร์นสลีย์ ได้รับเครดิตว่าเป็นหนึ่งในสโมสรอังกฤษที่ผลิตกองหลังฝีเท้าดีมากมายอาทิ อัลฟี่ มอว์สัน, และ เมสัน โฮลเกต แต่หนึ่งในผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดของพวกเขาคงหนีไม่พ้น สโตนส์ ที่ย้ายไปยัง เอฟเวอร์ตัน ด้วยค่าตัว 3 ล้านปอนด์

สโตนส์ ค่อยพัฒนาฝีเท้าตัวเองจนกลายเป็นกำลังสำคัญในแนวรับของ เอฟเวอร์ตัน ได้อย่างยอดเยี่ยม และในปี 2016 เขาก็ถูกขายให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัวถึง 50 ล้านปอนด์ ซึ่งสร้างกำไรให้กับ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” แบบมหาศาลเลยทีเดียว

9. อันเดรส ดาเลสซานโดร (โวล์ฟสบวร์ก ย้ายไป พอร์ทสมัธ ปี 2006)  

แฮร์รี่ เรดแนปป์ เป็นหนึ่งในโค้ชที่ชอบปั้นนักเตะส่วนเกินให้กลับมาสู่ฟอร์มที่สุดยอดได้ เขามีทักษะในการบริหารคน และทำให้ผู้เล่นหลายคนรู้สึกผ่อนคลายเมื่อลงสนาม โดยเจ้าตัวเคยทำงานร่วมกับแข้งจอมอินดี้อย่าง เปาโล ดิ คานิโอ และ ราฟาเอล ฟาน เดอ ฟาร์ท มาแล้ว

ในเดือนมกราคมปี 2006 เรดแนปป์ ไม่รีรอที่จะยืมตัว ดาเลสซานโดร ซึ่งกำลังเป็นส่วนเกินของ โวล์ฟสบวร์ก มาเล่นกับ พอร์ทสมัธ และจอมทัพอาร์เจนไตน์ ก็ไม่ทำให้ผิดหวังหลังระเบิดฟอร์มกา “เดอะ ปอมปีย์” ชนะ 6 จาก 10 เกมสุดท้ายขนรอดตกชั้นได้สำเร็จ

8. เซบาสเตียน ลาร์สสัน (อาร์เซน่อล ย้ายไป เบอร์มิงแฮม ปี 2007)

ในฤดูกาล 2006/07 เบอร์มิงแฮม ภายใต้การนำของกุนซือ สตีฟ บรูซ จบศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ด้วยการคว้าโควต้ามาเล่นในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จโดยมี ลาร์สสัน ที่ยืมตัวมาจาก อาร์เซน่อล เป็นกำลังสำคัญในแดนกลาง

ปีต่อมา ลาร์สสัน ก็ยังเล่นให้กับ เบอร์มิงแฮม ในช่วงครึ่งซีซั่นแรกด้วยสัญญายืมตัว ก่อนจะย้ายมาร่วมทีมเป็นการถาวรด้วยค่าตัวเพียง 1 ล้านปอนด์เท่านั้น โดยมิดฟิลด์ชาวสวีดิชยังคงทำผลงานให้กับ “ตราลูกโลก” ได้อย่างยอดเยี่ยม และมีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ลีก คัพ เมื่อปี 2011 อีกด้วย

7. แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ย้ายไป เลสเตอร์ ซิตี้ ปี 2012)

เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ อีกมากมาย ดริงค์วอเตอร์ ได้ทำทุกวิถีทางเพื่อก้าวผ่านระบบเยาวชนของ แมนฯ ยูไนเต็ด เพื่อก้าวสู่ทีมชุดใหญ่ แต่เขาก็ต้องลงไปเล่นยืมตัวกับทีมในลีกรองอาทิ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้, วัตฟอร์ด และ บาร์นสลีย์ ก่อนจะเซ็นสัญญาถาวรกับ เลสเตอร์ แบบไม่เปิดเผยค่าตัว

ดริงค์วอเตอร์ กลายเป็นคีย์แมนสำคัญในแดนกลางของ เลสเตอร์ ทันที เขาพาทีมกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีก แถมยังคว้าแชมป์ได้อย่างน่าเหลือเชื่อในปี 2015 ก่อนจะย้ายไปยัง เชลซี ในปี 2017 ด้วยค่าตัวถึง 35 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

6. คลินท์ เดมป์ซีย์ (นิว อิงแลนด์ เรโวลูชั่น ย้ายไป ฟูแล่ม ปี 2007)

ฟูแล่ม ประสบความสำเร็จในการเปิดตลาดอเมริกาหลังคว้าแข้งชาวสหรัฐฯ มาร่วมทีมมากมายอาทิ คาร์ลอส โบคาเนกรา กับ ไบรอัน แม็คไบรด์ และอีกหนึ่งสุดยอดนักเตะที่พวกเขาได้ตัวมาร่วมทีมเพียง 2 ล้านปอนด์ นั่นก็คือ เดมป์ซีย์

เดมป์ซีย์ ทำผลงานได้อย่างสุดยอดตลอด 5 ปีกับ ฟูแล่ม โดยลงเล่นไปรวมทุกรายการมากกว่า 200 เกม ซัดไป 60 ประตู และพาทีมเข้าไปถึงรองชิงฯยูฟ่า คัพ อีกด้วย จากนั้น เขาย้ายไปเล่นกับ ท็อตแนม ฮอท สเปอร์ ด้วยค่าตัว 6 ล้านปอนด์ ในปี 2012

5. เดวิด เบนท์ลีย์ (อาร์เซน่อล ย้ายไป แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส ปี 2006)

อาชีพการงานของ เบนท์ลีย์ อาจจบก่อนวัยอันควรด้วยวัยเพียง 29 ปี แต่นั่นก็ไม่ได้ลบควาทรงจำของเขาในวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีในฐานะทายาทของ เดวิด เบ็คแฮม อดีตปีกขวาคนดังของ แมนฯ ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษ

ด้วยโอกาสที่ อาร์เซน่อล มีจำกัดทำให้ เบนท์ลีย์ ต้องไปเล่นแบบยืมตัวกับ แบล็กเบิร์น ก่อนจะย้ายเป็นการถาวรด้วยค่าตัวเพียง 1 ล้านปอนด์เท่านั้น และเขาก็ทำแฮตทริกช่วยให้ “กุหลาบไฟ” เอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 4-3 ในอีก 2 วันต่อมาหลังเซ็นสัญญา

4. ยาคุบู (มัคคาบี้ ไฮฟา ย้ายไป พอร์ทสมัธ ปี 2003)

ในเดือนมกราคมปี 2003 พอร์ทสมัธ อยู่ในระหว่างเตรียมเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก โดยตอนนั้น พวกเขามีกองหน้าฝีเท้าดีอย่าง สเวตอสลาฟ โทโดรอฟ อยู่แล้ว แต่กุนซือ แฮร์รี่ เรดแนปป์ ก็ยังยืมตัว ยาคุบู มาล่าตาข่ายอีกหลังทำผลงานได้อย่างสุดยอดกับ มัคคาบี้

ยาคุบู ใช้เวลาเพียง 4 นาทีในการทำประตูแรกให้กับ พอร์ทสมัธ และอีก 14 เกมต่อมาเขาซัดไปถึง 7 ประตู จากนั้น “เดอะ ปอมปีย์” ก็เซ็นสัญญากับเขาถาวร โดนหัวหอกไนจีเรีย ค้าแข้งกับทีมนานถึง 9 ปีเลยทีเดียว

3. พอล ชาร์เนอร์ (เอสเค บรานน์ ย้ายไป วีแกน แอธเลติก ปี 2006)

วีแกน เอาชนะ เบอร์มิงแฮม ในการคว้าตัว ชาร์เนอร์ มาร่วมทีมด้วยค่าตัวเพียง 2.5 ล้านปอนด์ และดาวเตะชาวออสเตรียก็ทำลงานได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยการโชว์ฟอร์มสม่ำเสมอทั้งในฐานะกองกลาง และกองหลัง

ชาร์เนอร์ ใช้เวลา 6 ปี กับ วีแกน ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยลงเล่นไปรวมทุกรายการมากกว่า 150 เกม และยังเป็นคีย์แมนคนสำคัญในการพาพลพรรค “เดอะ ลาติกส์” คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ในปี 2013 ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

2. เบน มี (แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ย้ายไป เบิร์นลีย์ ปี 2012)

หนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดตลอดกาลของ เบิร์นลีย์ เลยก็ว่าได้ หลังจากไม่มีโอกาสในการแจ้งกิดกับ แมนฯ ซิตี้ มี ก็ตัดสินใจย้ายมาเล่นในถิ่นเทิร์ฟ มัวร์ เพื่อหาโอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอ และเขาก็ได้ในสิ่งที่หวังเอาไว้

ปัจจุบัน กองหลังวัย 31 ปี ยังคงยืนบัญชาเกมรับของ เบิร์นลีย์ เข้าสู่ปีที่ 10 แล้ว และเจ้าตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยลงเล่นไปแล้รวมทุกรายการ มากกว่า 300 เกม รวมทั้งยังคงจงรักภักดีกับ “เดอะ คราเรตส์”

1. ไนเจล รีโอ – โคเกอร์ (วิมเบิลดัน ย้ายไป เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ปี 2004)

รีโอ – โคเกอร์ ถือเป็นต้นฉบับขมิดฟิลด์สไตล์แบบบ็อกซ์ทูบ็อกซ์ของวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีเลยก็ว่าได้ หลังจากเขาย้ายจาก วิมเบิลดัน มาเล่นกับ เวสต์แฮม พร้อมกับก้าวเข้ามาเป็นกำลังหลักของพลพรรค “ขุนค้อน” ทันที

ในปี 2006 กองกลางชาวอังกฤษ ได้รับตำแหน่งกัปตันทีม เวสต์แฮม และทำผลงานยอดเยี่ยมด้วยการพาทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ อีกด้วย จากนั้น ในปี 2011 เขาก็ถูกขายให้กับ แอสตัน วิลล่า ด้วยค่าตัว 8.5 ล้านปอนด์

ภาพประกอบ : skysports.com, whoateallthepies.tv, post-and-in.com

Che Navapun

บทความที่เกี่ยวข้อง