Movie Review | "The End of the Storm" สารคดีหงส์แดง เล่าถึง “พายุลูกเก่า” ที่กระเพื่อมความเชื่อถึง “พายุวันนี้” - TheMacho
 
Movie Review | “The End of the Storm” สารคดีหงส์แดง เล่าถึง “พายุลูกเก่า” ที่กระเพื่อมความเชื่อถึง “พายุวันนี้”

ถึงหลายท่านจะทราบอยู่ก่อนแล้ว แต่คงต้องบอกก่อนแต่แรก ว่าตัวผมเองนั้นเป็น “แฟนหงส์” ซึ่งติดตามเชียร์ทีมมายาวนานกว่า 30 ปี ดังนั้นการรีวิวสารคดี “The End of the Storm” ครั้งนี้ นอกจากจะรีวิวในฐานะคนดูหนัง ยังจะรีวิวในฐานะแฟนของทีม ซึ่งจะสะท้อนไปถึง “พายุ” หรือ “มรสุม” ที่เริ่มจะก่อตัวขึ้นอีกครั้ง กับฟอร์มของทีมในซีซันปัจจุบันด้วย

เกริ่นให้ฟังเพิ่มเติมอีกนิดว่า “The End of the Storm” เป็นสารคดีความยาวประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ซึ่งกำกับโดย “เจมส์ เออร์สคีน” ผู้กำกับสารคดีมีประสบการณ์ ซึ่งเคยเข้าชิงรางวัลเอ็มมี่มาแล้ว โดยสารคดีเกี่ยวกับหงส์แดงเรื่องนี้ กำลังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเราอยู่ แม้จะเป็นช่วงที่ “คอหนัง” ออกไปใช้บริการที่โรงกันบางตามากๆ ก็ตาม

“The End of the Storm” บอกเล่าเรื่องราวหลักถึงความสำเร็จซีซันที่แล้ว
(Source : Sky)

สารคดีเรื่องนี้ บอกเล่าเรื่องราวส่วนใหญ่ถึงซีซัน 2019/20 ซึ่งเป็นซีซัน “สิ้นสุดการรอคอย” ยาวนานกว่า 30 ปี จากการเว้นว่างแชมป์ลีกสูงสุด หรือถ้าจะนับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อมาเป็น “พรีเมียร์ลีก” มันคือแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกของ “ยักษ์หลับ” อย่างลิเวอร์พูล ภายใต้การกุมบังเหียนของ “เยอร์เก้น คล็อปป์” กุนซือชาวด๊อยช์ ที่เข้ามาคุมทีมตั้งแต่ ต.ค.​ 2015

คำพูดธรรมชาติ อันจริงใจ

ถ้าพูดถึงการชมสารคดี หรือ Documentary ซักเรื่อง สิ่งสำคัญที่สุดคือ “วัตถุดิบ” ที่ถูกเอามาร้อยเรียงเป็นเนื้อหา แน่นอนว่ามันมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง บุคคลที่มีตัวตนจริง และเรื่องราวที่ต้องทำให้ผู้ชมเชื่อและใคร่รู้ ซึ่ง The End of the Storm ก็บอกเล่าออกมาผ่านฟุตเทจ และคำพูดของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสโมสร

พระเอกที่มาเล่าเรื่องเป็นหลักไม่ใช่ใคร “เยอร์เก้น คล็อปป์” นั่นเอง
(Source : The Hollywood News)

ตัวดำเนินเรื่องหลักของสารคดี (ถ้าเป็นหนังจะเรียกว่าเป็นพระเอกก็ได้นะ) หนีไม่พ้นกุนซือ “เยอร์เก้น คล็อปป์” ซึ่งหากใครเป็นแฟนบอลที่ติดตามพรีเมียร์ลีก จะทราบกันดีอยู่แล้วว่าแกเป็นคนพูดจาน่าฟัง ไม่ได้หมายรวมแค่ความจริงใจ และการหยอดมุกตลกเป็นประจำ แต่สิ่งที่แกพูดมีความ “เฉียบคม” ตรงประเด็น และกินใจผู้ฟังเสมอ

นอกเหนือจากเราจะได้ทราบถึงลำดับเหตุการณ์นับตั้งแต่คล็อปป์เข้ามาคุมทีมครั้งแรก เมื่อตอนเดือน ต.ค. ปี 2015 เช่น ความรู้สึกอึ้งปนอดรนทนไม่ได้ ของสภาพชุดซ้อมของทีมก่อนแมทช์แรกกับสเปอร์ เพราะนักเตะดูไม่สง่าผ่าเผย และไม่อาจข่มขวัญคู่แข่งได้

หรือลำดับเหตุการณ์หลัก ในช่วงซีซัน 2019/20 ซึ่งมีการหยิบยกเอาแมทช์ที่สำคัญ อย่างนัดเปิดซีซัน, นัดที่ไปเยือนโอลด์ แทรฟฟอร์ดของยูไนเต็ด, นัดที่เปิดบ้านเจอกับซิตี้ หรือช่วงเวลาที่ฟุตบอล “ล็อคดาวน์” จนทุกคนต้องกลับไปอยู่บ้าน แบบไม่รู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆ ที่ลิเวอร์พูลกำลังจะคว้าแชมป์อยู่รอมร่อแล้ว

ฟุตเทจจากแมทช์แข่งถูกนำมาร้อยเรียง อย่างแมทช์เยือนยูไนเต็ด อริสำคัญ
(Source : Sahamongkol Film)

สิ่งที่ฟุตเทจ และคำบอกเล่าของคล็อปป์สื่อสาร มันทำให้เราได้ทราบถึงความพยายามหล่อหลอมให้ทีมแข็งแกร่ง และพัฒนาไปสู่ความเป็นผู้ชนะ ทั้งๆ ที่เมื่อตอนเขาเข้ามา ทีมยังอยู่ในระดับทีม Top 8 ที่ยากจะประสบความสำเร็จในเกมลีก ซึ่งต้องใช้ทั้งความสม่ำเสมอและประสบการณ์

คำพูดคำจาของคล็อปป์เอง ไม่ได้เป็นปรัชญาจับต้องยาก มันเป็นเพียงคำพูดจากความจริงใจ ที่หล่นออกมาพร้อมรอยยิ้มยามบอกเล่า แต่ทำให้เราสัมผัสได้ถึง “ใจความ” ที่เราเข้าใจได้ไม่ยาก จึงไม่แปลกว่าทำไมเขาถึงปลุกเร้าให้นักเตะ, สตาฟฟ์ทีม, แฟนบอลที่นั่น “เชื่อ” และ “ฮึกเหิม” ได้ถึงขนาดนี้

นอกเหนือจากคล็อปป์ ยังมีบทสัมภาษณ์บุคคลอื่นมากมาย อย่างดัลกลิช หรือเฮนโด
(Source : The Mirror)

นอกจากคล็อปป์แล้ว ยังมีคำพูดที่สัมผัสได้ไม่ยากเย็นของเหล่านักเตะคนสำคัญ เช่น กัปตันทีมผู้บ้างานและทุ่มเทอย่าง “จอร์แดน เฮนเดอร์สัน”, กำแพงเหล็กผู้ผลักดันทีมในสนามอย่าง “เวอร์จิล ฟาน ไดค์”, เด็กท้องถิ่นหรือ “สเกาเซอร์” คนเก่ง “เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาโนลด์” หรือนักเตะผู้เป็นองค์ประกอบสำคัญทั้ง “โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่”, “ซาดิโอ มาเน่” หรือ “อลิสซง เบ็คเกอร์”

หรือแม้แต่ความรู้สึกจาก “เดอะ ค็อป” ทั่วโลก ที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุไปด้วยกันตลอดเส้นทาง สารคดีเองก็นำเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ มาปะติดปะต่อให้เห็นความเป็น “น้ำหนึ่งเดียวกัน”​ ที่ “ความเชื่อ” เชื่อมเดอะ ค็อป ไว้ด้วยแพสชั่นเดียวกัน ไร้พรมแดน

“ความเชื่อ” ในมุมของเดอะ ค็อปทั่วโลก ก็มีให้ได้เสพในสารคดีด้วย
(Source : Sahamongkol Film)

การฝ่าพายุ ไม่ได้ง่ายแค่วันเดียว

ตามชื่อของสารคดีเลย The End of the Storm ตั้งขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับเพลงประจำสโมสรอย่าง “You’ll Never Walk Alone” ที่บอกให้ทุกคนเชิดหน้าเดินฝ่าพายุมรสุมที่ถาโถม เพื่อไปเจอกับฟ้าสีทองผ่องอำไพ หลังพายุลูกนั้นพัดผ่านไป

นอกเหนือจากความสอดคล้องของเพลงอันเป็นจิตวิญญาณแล้ว ยังเป็นการสื่อความหมายโดยตรงถึงการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ทั้งจากปัจจัยภายใน และภายนอก จนทำให้ทีมเดินหน้ามาถึงจุดประสบความสำเร็จ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้ง่ายเพียงแค่วันเดียว หรือก้าวแค่ไม่กี่ก้าว

เปลี่ยนจาก “ผู้สงสัย”​ เป็น “ผู้เชื่อมั่น” สัมภาษณ์แรกของคล็อปป์อันโด่งดัง
(Source : This Is Anfield)

แม้จะไม่ได้มีฟุตเทจอินไซด์อะไรออกมาให้ได้ชมมากมาย นอกจากฟุตเทจการแข่งขัน และห้องแต่งตัวที่เราสามารถหาชมได้ไม่ยากเย็นนัก แต่มันก็สื่อสารเรื่องราวได้ครบถ้วน และตอบความท้าทายแรกที่คล็อปป์เคยสัมภาษณ์เอาไว้ว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสโมสรลิเวอร์พูล จะต้องเปลี่ยนจาก “ผู้ตั้งข้อสงสัย” เป็น “ผู้เชื่อมั่น” ให้จงได้

เชื้อไฟที่เติมให้เกิดเพลิงกองใหญ่ ย่อมต้องใช้เวลาไม่น้อย การเติม “ความเชื่อ” ที่หยิบยกมา ก็ต้องผ่านเส้นทางมากมายหลายปี กว่าทีมจะก้าวขึ้นมาสู่ความสำเร็จ ซึ่งเราจะได้เข้าใจมันลึกซึ้งถึงอารมณ์มากขึ้น จากสารคดีเรื่องนี้

ถึงจะขึ้นเชื่อเรื่องแพสชั่น แต่การจะปลุกพลังเหล่านั้นออกมา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
(Source : The Liverpool Offside)

ปูมหลัง และการหล่อหลอมตัวตน

สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างของสารคดี นั่นคือการ “ล้วงลึก” ไปถึงสิ่งที่เรายังไม่เคยทราบมาก่อน ซึ่งอย่างที่บอกไปว่าเรื่องนี้ ไม่ได้มีฟุตเทจอะไรมหัศจรรย์พันลึก แต่สิ่งที่สารคดีทำให้เราได้ทราบ คือ “ตัวตน” ของแต่ละคนที่มานั่งเล่าเรื่องราว โดยเฉพาะกุนซือใหญ่อย่างคล็อปป์

คล็อปป์ทราบดีว่าเขาไม่อาจสนองความฝันของพ่อได้ เมื่อตอนเป็นเพียงนักเตะดาดๆ
(Source : The Telegraph)

The End of the Storm พาให้เราได้รู้จักตัวตนของคล็อปป์มากยิ่งขึ้น ตั้งแต่ปูมหลังวัยเยาว์, ความสัมพันธ์กับพ่อ ที่ไม่อาจก้าวไปเป็นนักเตะอย่างที่ตั้งใจ และความเป็นตัวตนของเขา ที่ออกแอ็คชันสารพัดอยู่ที่ริมขอบสนาม ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่าตัวเอง “สร้างวีรกรรม” ไว้มากมาย

คล็อปป์เล่าเรื่องต่างๆ แบบตรงไปตรงมาและน่าฟัง เช่น การอยากให้พ่อของเขาได้ดูตัวเองตอนผันตัวมาเป็นกุนซือ, ความรู้สึกไม่พึงพอใจที่เห็นนักเตะถูกทำร้ายจากการเข้าบอลหนัก รวมถึงความคิดว่า “สิ่งที่เกี่ยวกับฟุตบอล” ไม่ใช่ “งาน” แต่เป็นสิ่งที่เขารักและพร้อมทำตลอดเวลา ให้ทำฟรีก็เอา

นอกจากเป็นผู้เล่าที่น่าฟัง คล็อปป์ยังเป็นผู้ปลุกจิตวิญญาณที่นักเตะพร้อมสู้ด้วย
(Source : Liverpool FC)

ความเข้าใจในการบอกเล่าของคล็อปป์ ทำให้เราคล้อยตามไปกับโทนของสารคดี ที่เหมือนผ่อนหนักผ่อนเบาตามวาทะศิลป์ของกุนซือรายนี้ ซึ่งในฐานะเป็น “เดอะ ค็อป” มันตอกย้ำชัดเจน ว่าทำไมชายชื่อเยอร์เก้นรายนี้ ถึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงกับสโมสรยักษ์หลับ ที่มีทั้งแพสชั่นและความคาดหวังอย่างลิเวอร์พูล

ความท้าทายที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ไม่รู้ด้วยโชคชะตา หรือมีใครบางคนเล่นตลก สารคดี The End of the Storm ที่บอกเล่าถึงการฟันฝ่าอุปสรรคจนทีมได้แชมป์เมื่อซีซันที่แล้ว มันดันมาสอดคล้องกับช่วงที่ทีมฟอร์มตกจังเบ้อเร้อในช่วงนี้พอดิบพอดี

ฟอร์มตกวูบของ “หงส์แดง”​ ในปัจจุบัน ดันไปสอดคล้องเหมือนเจอ “พายุ” อีกรอบ
(Source : Sky Sports)

การแพ้ในบ้าน 2 นัดติดในลีก ทั้งที่ก่อนนี้ไม่แพ้มา 68 นัด (3 ปีครึ่ง) การแปรเปลี่ยนจากจ่าฝูงนำเดี่ยวบนหัวตารางช่วงก่อนเข้าคริสต์มาส กลายเป็นเพียงทีมอันดับ 4 ที่ตามหลังคู่แข่งสำคัญอย่าง “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ ระดับ 10 แต้ม (หากซิตี้เก็บชัยนัดตกค้างได้) กลายเป็นกระแสถาโถมว่าหงส์แดง กำลังเผชิญกับ “วิกฤติครั้งใหม่”

แน่นอนว่าความรู้สึกนั้นมาจาก “ความคาดหวัง” และ “ความมั่นใจ” ยิ่งขึ้นกว่าเดิม หลังคว้าแชมป์เมเจอร์มาต่อเนื่องใน 2 ซีซันหลัง เพราะหลายคน ทั้งที่เป็น “เดอะ ค็อป” หรือไม่ใช่ก็ตาม ต่างทึกทักเอาว่า “หงส์แดง” ทีมนี้จะบินสูง และไม่ร่วงลงมาในระยะเวลาอันสั้น พอมันร่วงลงมาที ย่อมตกอกตกใจกันอย่างแรง

แรงสนับสนุนแบบไม่ย่อท้อในแอนฟิลด์ หนึ่งในสิ่งที่ขาดหายไปในซีซันนี้
(Source : CNN)

สิ่งที่เกิดในตอนนี้ ทำให้นึกถึงคำพูดของคล็อปป์ในสารคดี ว่าเขาและลูกทีม “ไม่ได้เพอร์เฟ็ค” ถึงเขาจะตั้งเป้าว่าทีมจะมีความกระหายต่อเนื่องหลังการคว้าแชมป์ลีกหนแรกในรอบ 30 ปี แต่ใครกัน จะกล้าการันตี ว่าสิ่งนั้นจะไม่หดหายไป ยิ่งต้องมาเจอเรื่องราวสารพัดในซีซันปัจจุบัน ทั้งอาการบาดเจ็บระนาว และการลงเล่นในแอนฟิลด์ ที่ไร้เสียงเชียร์ ซึ่งถูกขนานนามมาตลอดว่าเป็น “ผู้เล่นคนที่ 12”

ดังนั้นแล้ว “วิกฤติ” ที่ทีมกำลังเผชิญ แท้จริงมันคือ “พายุ” แบบลูกเดิมที่เราได้เห็นในสารคดีนั่นแหละ แค่มันวนกลับมาเร็วเกินกว่าหลายคนตั้งตัว มันเลยกระทบ “ความเชื่อ” ไม่ว่าจากกองเชียร์, นักเตะ หรือแม้กระทั่งตัวคล็อปป์เอง

“วิกฤติ” ครั้งใหม่ แท้จริงก็คือ “พายุ” ลูกเดิมน่ะแหละ ที่ทีมเคยฝ่าฟันจนคว้าแชมป์ได้
(Source : Anfield Watch)

ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องเลิก “สงสัย” และก้าวไปพร้อมทีมอีกครั้ง ตามสโลแกนที่เคยใช้เป็นแคมเปญของทีมว่า “We’ll go again” ที่ “สตีเว่น เจอร์ราร์ด” ปลุกเร้าเมื่อตอนลุ้นแชมป์ปี 2014 หรือตัวคล็อปป์เองกระตุ้นแฟนบอล เมื่อตอนพลาดแชมป์ปี 2019 ไปแค่แต้มเดียว

ถึงไม่รู้ว่าพายุลูกนี้จะโหมพัดยาวนานแค่ไหน แต่โปรดจงเชื่อว่าฟ้าสีทองผ่อนอำไพยังรอยู่ อย่าปล่อยให้ “ความเพอร์เฟ็ค” และ “ความอับอายบนโซเชียล” มาทำให้คุณไขว้เขวนานเกินไป ในเมื่อคุณก็เป็นหนึ่งในคนที่คล็อปป์เคยขอให้ฝ่าพายุมาได้แล้วด้วยกันแท้ๆ

(Source : 90MIN)

ความน่าชมในฐานะเดอะ ค็อป : 9/10
ความน่าชมของแฟนทีมอื่น : 8/10

Picture : Liverpool FC, IMDb, Medium, Sky, The Hollywood News, Sahamongkol Film, The Mirror, This Is Anfield, The Liverpool Offside, The Telegraph, Sky Sports, Anfield Watch, CNN, 90MIN

rocketseer

ทำงานเกม-ติดเกมบ้าง | บ้าบอล-เป็น The KOP | บ้าดูหนัง-มีเพจหนัง | บ้ากิน-มีพุงแล้วเนี่ย!

บทความที่เกี่ยวข้อง