เมื่อชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ! นักเตะดัง อดีต “ผู้ลี้ภัย” ในวัยเยาว์ - TheMacho
 
เมื่อชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ! นักเตะดัง อดีต “ผู้ลี้ภัย” ในวัยเยาว์

แม้หลายครั้งเราจะได้ยินเรื่องราวการไต่เต้าขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ที่ “ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ” กันมามาก ทั้งเรื่องราวเพชรในโคลนตม, เรื่องราวความพยายามมุมานะ หรือเรื่องราวบันดาลใจ ที่นักเตะเหล่านั้นคว้าโอกาสมาได้ในเสี้ยวเวลาสำคัญ

ไม่นับปัจจัยส่วนตัว กว่าจะฝ่าเหล่านักเตะเยาวชนขึ้นมา ก็โหดหินมากแล้ว
(Source : SportyTell)

แต่ยังมีนักเตะอีกกลุ่มหนึ่งครับ ซึ่งชีวิตของพวกเขาล้มลุกคลุกคลานมาตั้งแต่วัยเยาว์ ด้วยโชคชะตากำหนด จนต้องระหกระเหินโยกย้ายจากบ้านเกิดไปยังอีกที่นึงด้วยเหตุผลจำเป็น จะทางการเมือง หรือสงครามก็แล้วแต่ ตามที่เราคุ้นเคยกับคำว่า “ผู้ลี้ภัย”

ที่อยากจะดึงเอานักเตะที่ผ่านเรื่องราวเหล่านี้มาพูดถึง เพราะพวกเขาต้องเจอบททดสอบที่ยากเป็นทวีคูณ ทั้งเรื่องการดูแลจากครอบครัว ที่ต้องมาตั้งรกรากถิ่นฐานใหม่ หรือการสู้สุดใจเพื่อคว้าโอกาสสำคัญให้ได้ จากฝีเท้าที่มีทั้งพรสวรรค์และพรแสวง

ตัวอย่างแคมป์ผู้ลี้ภัย ซึ่งนักเตะดังบางรายเกิดหรือเติบโตมาแบบนี้เลย
(Source : Time Magazine)

กว่าจะฝ่าฟันขึ้นมาเล่นฟุตบอลอาชีพย่อมไม่ง่าย แต่นักเตะที่เราพูดถึง สามารถก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียง สร้างความจดจำให้แฟนบอลทั้งด้วยฝีเท้าและความสำเร็จ นักเตะเหล่านี้มีใครกันบ้าง ไปดูกันครับ

สตีฟ ม็องด็องด้า (มาร์กเซย)

(Source : Ten Deeps)

นายด่านวัย 35 ปี ถือเป็นสัญลักษณ์ของโอลิมปิก มาร์กเซย หลังลงเล่นให้ทีมเกินกว่า 300 นัด จนก้าวขึ้นไปติดทีมชาติฝรั่งเศส ก่อนจะย้ายไปหาความท้าทายในอังกฤษกับคริสตัล พาเลซ แต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก จนต้องกลับมาเล่นให้มาร์กเซยอีกหน โดยปัจจุบันเขาเป็นกัปตันทีม และยังมีชื่อติดทีมชาติฝรั่งเศสอยู่เรื่อยๆ

ม็องด็องด้าเกิดในปี 1985 ที่เมืองคินชาซ่า ของประเทศซาอีร์ในตอนนั้น (ตอนนี้เป็นเมืองหลวงของประเทศดีอาร์ คองโก) แต่ต้องลี้ภัยพร้อมครอบครัว ตั้งแต่ 2 ขวบ หลังซาอีร์เกิดความวุ่นวายทางการเมืองรุนแรง ในยุคของประธานาธิบดี “โมบูตู เซเซ เซโก”

“โมบูตู เซเซ เซโก” ผู้นำที่เรืองอำนาจในซาอีร์ อย่างยาวนาน
(Source : Mt Kenya Times)

ครอบครัวม็องด็องด้า ย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่ฝรั่งเศส โดยเริ่มแรกในวัยเด็ก ม็องด็องด้าดูจะสนใจและเอาดีทางด้านหมัดมวย โดยเข้าเทรนมวยตั้งแต่อายุแค่ 9 ขวบ ก่อนเปลี่ยนมาสนใจฟุตบอลในภายหลังกับทีมท้องถิ่น

เส้นทางอาชีพชัดเจนของม็องด็องด้า เริ่มด้วยการไปเตะตาทีมอย่างเลอ อาฟร์ ทีมที่ทำให้เขาได้ลงเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรก และเคยได้ไปทดสอบฝีเท้ากับแอสตัน วิลล่า ด้วย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนสุดท้ายได้ย้ายไปร่วมทีมมาร์กเซย และเป็นตำนานของทีมต่อมา

นอกจากแชมป์ลีกเอิง การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 กับ “ตราไก่” คือเกียรติสูงสุด
(Source : Zimbio)

ม็องด็องด้า คว้าแชมป์มาแล้วทั้งลีกเอิง, รองแชมป์ยูโรป้า ลีก รวมถึงแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 กับทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติสูงสุดของเจ้าตัว

มาห์มู้ด ดาฮูด (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์)

(Source : Bundesliga)

มิดฟิลด์ดาวโรจน์ ผู้โด่งดังมาจากอคาเดมี่ของมึนเช่นกลัดบัค เกิดในประเทศซีเรีย ที่เมืองอมูด้า ซึ่งอยู่ใกล้พรมแดนตุรกี อย่างไรก็ดีหลังเกิดไม่นาน ครอบครัวของเขาก็ต้องระหกระเหินลี้ภัยหนีจากความวุ่นวายจากซีเรีย ในยุค “บาชาร์ อัล-อัซซาด” อันโหดร้าย มายังเยอรมัน

ในวัยเด็ก ดาฮูดไม่ได้มีสนามบอลดีๆ หรือพื้นที่ให้โชว์ฝีเท้านัก เขาใช้พื้นถนนเป็นที่ฝึกปรือฝีเท้ากับเพื่อนละแวกบ้าน หรือบางทีก็ต้องไปยืมสนามหลังบ้านเพื่อน ในการหวดลูกหนัง ตามประสาเด็กๆ ที่รักฟุตบอล

กับ “สิงห์หนุ่ม” กลัดบัค ทีมที่เจ้าตัวเติบโตขึ้นมา เป็นที่จับตาของวงการลูกหนังเยอรมัน
(Source : Bleacher Report)

ดาฮูดพัฒนาฝีเท้า และทักษะของตัวเองมาเรื่อย โดยมี “ซิเนดีน ซีดาน”​ เป็นไอดอล จากโอกาสที่ฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอล์ฟ เขาก็ได้ย้ายเข้าสู่อคาเดมี่ทีมดังอย่างกลัดบัค ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องปั้นนักเตะดาวรุ่งประดับวงการเมืองเบียร์

ดาฮูดก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ของ “สิงห์หนุ่ม” ตั้งแต่อายุ 18 ปี กลายเป็นผู้เล่นเกิดที่ซีเรียคนแรก ที่ได้เล่นในบุนเดสลีก้า แถมยังได้ปะทะแข้งกับดาวดังในเวทีแชมป์เปียนส์ ลีก โดยถูกจับตาว่าเป็นอนาคตของทีมชาติเยอรมัน ด้วยสไตล์การเล่นที่ไม่แตกต่างจาก “อิลกาย กุนโดกัน” มิดฟิลด์รุ่นพี่

ดาฮูดในสีเสื้อ “อินทรีเหล็ก” ซึ่งเจ้าตัวฝันว่าจะติดทัพอย่างสม่ำเสมอให้ได้
(Source : Sky Sports)

ถึงปัจจุบันในวัย 25 ปี ดาฮูดจะยังเบียดเป็นตัวจริงในทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ได้ยากลำบาก ซึ่งทำให้โอกาสติดทีมชาติ “อินทรีเหล็ก” ลดน้อยไปด้วย แต่เขายังคงสนุกกับฟุตบอลอยู่เสมอ ไม่เปลี่ยนไปจากตอนเป็นเด็กเตะบอลข้างถนน ซึ่งเขาเคยบอกว่าเป็นดั่งความฝันหนึ่งเดียวตั้งแต่แรก

ลูก้า โมดริช (เรอัล มาดริด)

(Source : Diario AS)

ไม่มีใครไม่รู้จักจอมทัพลูกหนังของชาวโครแอตรายนี้ เพราะนอกจากการได้เล่นให้กับทีมชั้นนำอย่าง “ราชันชุดขาว”​ เรอัล มาดริด, การพาทีม “ตราหมากรุก” ทะลุไปเป็นรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 เขายังเคยก้าวไปถึงจุดสูงสุดของนักเตะ ด้วยการคว้า “บัลลงดอร์” ประจำปี 2018 มาแล้ว

แม้ปลายทางจะเต็มไปด้วยความสำเร็จ แต่หากย้อนไปในวัยเด็ก โมดริชและครอบครัวลำบากไม่น้อย กว่าจะเอาชีวิตรอด และตั้งหลักแหล่งเป็นเรื่องเป็นราวได้

โมดริชเกิดที่หมู่บ้านเล็กๆ ในเมืองซาดาร์ ประเทศยูโกสลาเวียในสมัยนั้น พ่อและแม่ทำงานอยู่ในโรงงานเสื้อถัก โดยชื่อสกุล “โมดริช”​ ของเขา มาจากชื่อหมู่บ้านที่ว่า ซึ่งมีชื่อว่า “โมดริซี่”

เด็กน้อยโมดริช ที่สีหน้าเอาจริงเอาจัง มาจากการฝ่าฟันในวัยเด็ก
(Source : SportyTell)

ราวอายุประมาณ 6 ขวบ เกิดสงครามโครเอเชียขึ้นอย่างเป็นทางการ ครอบครัวของเขาจึงต้องลี้ภัยออกจากหมู่บ้าน คุณตาของเขาถูกตำรวจสังหาร บ้านของเขาถูกเผา ครอบครัวต้องย้ายไปอยู่ในโรงแรมเล็กๆ นานกว่า 7 ปี ท่ามกลางสงครามปะทุ ซึ่งเต็มไปความเสี่ยง จากการทิ้งระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

โมดริชซึ่งรักฟุตบอลแต่เด็ก พยายามฝึกปรือฝีเท้าเสมอในที่จอดรถของโรงแรมที่อาศัยอยู่ โดยเขายอมรับว่าชีวิตที่ยากลำบากในวัยเด็ก ขัดเกลาให้เขาเป็นผู้เป็นคนที่แข็งแกร่งอย่างในปัจจุบัน

โมดริช ในสีเสื้อดินาโม ซาเกร็บ ทีมที่เขาสร้างชื่อ ก่อนจะย้ายไปสเปอร์
(Source : SportyTell)

โมดริชได้เริ่มเล่นฟุตบอลจริงจังกับทีมของเมืองซาดาร์ และด้วยฝีเท้าที่ฉายแววแต่เด็ก ทำให้เขาได้ย้ายไปร่วมอคาเดมีของดินาโม ซาเกร็บ ทีมชั้นนำของประเทศ ก่อนจะสร้างชื่อ และย้ายไปยังท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ในเวลาต่อมา หลังจากนั้นคงไม่ต้องเล่าถึงเรื่องราวของยอดแข้งรายนี้ต่ออีก

อัลฟอนโซ่ เดวีส์ (บาเยิร์น มิวนิค)

(Source : CBC)

ดาวโรจน์ทีมชาติแคนาดา โด่งดังเป็นพลุแตกในซีซัน 2019/20 หลังต้องลงเล่นเป็นแบ็คซ้ายจำเป็น แล้วสามารถสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซกับ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค จนพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปียนส์ ลีก และกลายเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตาที่สุดในโลก

แตกต่างจากคนอื่นเล็กน้อยในเรื่องราวของการลี้ภัย เพราะเดวีส์เกิดในแคมป์ผู้ลี้ภัยบนแผ่นดินประเทศกาน่า เลยแต่ต้น โดยพ่อแม่ของเขาเป็นชาวไลบีเรีย ที่ลี้ภัยมาจากสงครามกลางเมืองไลบีเรีย ที่ทำให้คนหลายแสนไร้ที่อยู่

สงครามกลางเมืองไลบีเรีย ที่รุนแรงยาวนาน ผู้คนไร้ที่อยู่ ล้มตาย
(Source : Voice of America)

ต่อมาครอบครัวเดวีส์ ก็ได้ลี้ภัยต่ออีกหนมายังแผ่นดินแคนาดา ซึ่งเขาได้เริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนศาสนา และมุ่งมั่นเล่นฟุตบอลเป็นเรื่องเป็นราว แม้ภาษาจะเป็นอุปสรรคสำคัญ และไม่มีกระทั่งรองเท้า เพื่อใส่เล่นฟุตบอลในตอนแรก

เดวีส์เริ่มโดดเด่น และสร้างชื่อเป็นดาวดังของเมืองเอ็ดมอนตัน จนได้เข้าร่วมทีมไวท์แคปส์ เอฟซี เรซิเดนซี่ หรือเปรียบเหมือนอคาเดมี่ของแวนคูเวอร์ ไวท์แคปส์ สโมสรดังของแคนาดา ตั้งแต่อายุ 14 ปี โดยเขาเล่นในตำแหน่งตัวรุก ที่มีทั้งความเร็วและแข็งแกร่ง

หลังก้าวขึ้นมาเล่นเมเจอร์ลีกตั้งแต่วัยรุ่น เดวีส์ก็ได้โยกย้ายไปอยู่กับ “เสือใต้”
(Source : Daily Hive)

ความสามารถระดับหาตัวจับได้ยาก ทำให้เขาก้าวขึ้นสู้ทีมชุดใหญ่ และได้เล่นเมเจอร์ลีกตั้งแต่อายุ 16 ปี จนเริ่มเตะตาสโมสรชั้นนำของยุโรปมากมาย

ก่อนที่สุดท้ายจะเป็น “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ที่ประสบความสำเร็จในการเจรจาดึงตัวเดวีส์ไปร่วมทีม โดยคาดว่าค่าตัวที่บาเยิร์นยอมจ่ายให้กับเด็กดาวรุ่งวัย 18 ปี ในตอนนั้น สูงถึง 13.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และอาจจะเพิ่มมูลค่าไปถึง 22 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

เอดัวร์อาโด้ คามาวินก้า (แรนส์)

(Source : Goal.com)

ดาวโรจน์ที่น่าจับตาอย่างที่สุดของวงการฟุตบอลฝรั่งเศสในปัจจุบัน คามาวินก้าเล่นลีกเอิงนัดแรกกับแรนส์ ตั้งแต่อายุ 16 ปี 4 เดือน, ถูกเรียกติดทีมชาติฝรั่งเศสชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 17 ปี 9 เดือน 17 วัน และได้ลงประเดิมสนามให้ทีม “ตราไก่” นัดแรกในอีก 12 วันต่อมา

ปืดท้ายด้วยลงเป็นตัวจริงทีมชาตินัดแรกในอีก 1 เดือนให้หลัง พร้อมยิงประตูแรกด้วยการกระดกบอลกลับหลังตุงตาข่ายงดงาม ในนัดที่ฝรั่งเศสถล่มยูเครนยับเยิน 7-1

คามาวินก้า กับการฉลองประตูในนามทีมชาติลูกแรก ตั้งแต่นัดแรกที่ลงเป็นตัวจริง
(Source : Manchester United)

แต่ก่อนจะก่อกำเนิดมิดฟิลด์ที่ความสามารถล้นเหลือ คามาวินก้าเกิดในแคมป์ผู้ลี้ภัยของประเทศแองโกล่า หลังพ่อแม่ชาวคองโกของเขา ลี้ภัยหนีมาจากเมืองคินชาซ่า ก่อนที่คามาวินก้าจะย้ายไปอยู่นอร์เวย์ 1 ปี และย้ายไปอยู่ฝรั่งเศสในเวลาต่อมา

คามาวินก้ามีทักษะด้านกีฬาดีแต่เด็ก โดยเขาเริ่มเล่นยูโดมาก่อน แล้วจึงหันมาโฟกัสที่ฟุตบอล ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด จนได้เล่นกับทีมสมัครเล่น และมาเตะตาแรนส์ในที่สุด

แม้อายุยังน้อย แต่เขาคือแกนหลักของแรนส์ และคงอยู่กับทีมอีกไม่นาน
(Source : Infinite Madrid)

ชีวิตในวัยเด็กของคามาวินก้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลย บ้านของครอบครัวเคยถูกไฟไหม้จนไม่เหลืออะไรมาแล้ว ซึ่งนั่นเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ผลักดันให้คามาวินก้าอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เพื่อหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ได้เป็นจริงเป็นจัง

เดยัน ลอฟเรน (เซนิต เซนต์ ปีเตอร์เบิร์ก)

(Source : The National)

ถึงการเอ่ยชื่อปราการหลังรองแชมป์โลกรายนี้ขึ้นมา จะทำให้แฟนบอลหลายทีมจดจำถึงความทะนงตนเกินเบอร์ แต่ส่วนนึงแล้ว ความทะนงตนที่ว่าของอดีตกองหลังลิเวอร์พูลรายนี้ น่าจะมาจากชีวิตที่ต้องฝ่าฟันในวัยเด็ก

ลอฟเรนเกิดในเขตแดนบอสเนีย หรือในตอนนั้นยังเป็นประเทศยูโกสลาเวียอยู่ โดยครอบครัว และเด็กชายเดยันวัยแค่ 3 ขวบ จำเป็นต้องลี้ภัยหนีจากถิ่นเกิดมายังกรุงมิวนิค ประเทศเยอรมัน หลังสงครามบอสเนียหนักข้อ จนมีคนล้มตายไม่น้อย

สงครามบอสเนีย อีกหนึ่งสงครามฝั่งยุโรปตะวันออก ที่ยาวนาน สร้างความสูญเสียมากมาย
(Source : The Atlantic)

ลอฟเรนและครอบครัว อยู่ที่เยอรมันนานถึง 7 ปี แต่จำต้องย้ายกลับมาโครเอเชียอีกหน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังมีปัญหาเรื่องเอกสารการขอพำนักในเยอรมันต่อ ซึ่งนั่นทำให้ลอฟเรนต้องพบกับความยากลำบากในการปรับตัวอีกครั้ง เพราะเขาเติบโตที่เยอรมัน และไม่สามารถสื่อสารภาษาโครแอตได้คล่องแคล่ว ในการกลับไปเรียนไฮสกูลที่บ้านเกิด

พูดถึงเรื่องเส้นทางค้าแข้ง ลอฟเรนเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตั้งแต่อยู่เยอรมัน และได้เข้าร่วมทีมสมัครเล่นเล็กๆ ที่นั่น ก่อนจะต้องย้ายกลับโครเอเชีย และเริ่มทุกอย่างใหม่หมด แต่เขาก็แสดงความสามารถที่ติดตัว จนได้ขยับจากทีมท้องถิ่น ไปเข้าอคาเดมี่ของดินาโม ซาเกร็บ ทีมยักษ์ใหญ่ของประเทศ

ลอฟเรนในสีเสื้อของดินาโม ซาเกร็บ ทีมดังโครแอต ที่ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จัก
(Source : The Independent)

จากนั้นเขาย้ายไปสร้างชื่อกับลียง ในฝรั่งเศส ก่อนย้ายมายังเกาะอังกฤษกับเซาธ์แธมป์ตัน ก่อนลงเล่นให้ “นักบุญ”​ เพียงซีซันเดียว แล้วย้ายมาเป็นที่รู้จักมากขึ้นกับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ซึ่งเขาสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปียนส์ ลีก และพรีเมียร์ลีก มาครองได้สำเร็จ

ปัจจุบันลอฟเรนมีความสุขดีกับการอยู่ที่โครเอเชีย แม้ตอนเด็กเขาจะต้องพบกับความยากลำบากที่นี่ก็ตาม โดยเขาลงทุนเปิดกิจการโรงแรมของตัวเอง ซึ่งเจ้าตัวแวะเวียนไปอยู่เสมอ เมื่อมีโอกาสพักเบรกจากภารกิจฟุตบอลที่เขารัก

วิคเตอร์ โมเสส (สปาร์ตัก มอสโก – ยืมตัวจากเชลซี)

(Source : Talk Chelsea)

ปีกจอมลุยทีมชาติไนจีเรีย เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่เคยเป็นผู้ลี้ภัยในวัยเยาว์ โดยเรื่องราวของโมเสสนั้น โหดร้ายทารุณด้านความรู้สึกมากเลยทีเดียว

โมเสสเกิดที่เมืองลากอส เมืองหลวงของไนจีเรีย โดยคุณพ่อของเขาเป็นบาทหลวงศาสนาคริสต์ ชีวิตในวัยเด็กของเขาดูไม่มีอะไรติดขัด จนกระทั่งอายุ 11 ปี ซึ่งเกิดการจราจลทางศาสนาในเมืองคาดูน่า ที่ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่

ความรุนแรงของการจราจลทางศาสนาที่เมืองคาดูน่า จนเปลี่ยนสำคัญในชีวิตโมเสส
(Source : Connect Nigeria)

จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต ดูเป็นวันธรรมดาทั่วไปของโมเสส ระหว่างที่เขาเล่นฟุตบอลกับเพื่อนอยู่ข้างถนน คนร้ายได้บุกไปที่บ้านของเขา และสังหารพ่อ-แม่ของโมเสสอย่างโหดร้าย เพื่อนๆ รีบพาโมเสสไปซ่อนตัว ก่อนที่ญาติของโมเสส จะรีบส่งตัวเขาลี้ภัยมายังลอนดอนใต้ ประเทศอังกฤษ ในอีกไม่กี่วันต่อมา

โมเสสย้ายมาอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ในต่างถิ่น และได้เริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนแถวนั้น ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนามเซลเฮิร์ส พาร์ค ของคริสตัล พาเลซ ทำให้หลังจากโดดเด่นในระดับโรงเรียน เขาจึงถูกแมวมองดึงไปร่วมทีมอคาเดมี่ของพาเลซ และได้เริ่มประเดิมทีมชุดใหญ่ในศึกแชมป์เปียนชิพ กับ “ปราสาทเรือนแก้ว”

โมเสสกับวีแกน ซึ่งทำให้เขาได้โชว์ฟอร์มเตะตาบนเวทีพรีเมียร์ลีก
(Source : Goal.com)

ด้วยสไตล์การเล่นที่คล่องแคล่ว และแข็งแกร่ง เด็กหนุ่มจากไนจีเรียมาโด่งดังบนเวทีพรีเมียร์ลีกกับวีแกน ก่อนจะได้ย้ายไปร่วมทีมเชลซี แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก โดยเขาถูกยืมตัวไปหลายทีม ไม่ว่าจะเป็นลิเวอร์พูล, สโต๊ก, เวสต์แฮม, เฟร์เนบาเช่, อินเตอร์ มิลาน และสปาร์ตัก มอสโก ในปัจจุบัน

โมเสส ซึ่งสุดท้ายตัดสินใจเล่นให้ทีมชาติบ้านเกิดอย่างไนจีเรีย เคยพูดตอนที่เขาเพิ่งย้ายไปเชลซีไม่นาน (ราว 7-8 ปีที่แล้ว) ว่าเขามีความสุขกับการเล่นฟุตบอล และเขากำลังไปได้ดี อาจจะได้เล่นกับบาร์เซโลน่าในซักวัน ที่สำคัญคือเขายังระลึกถึงพ่อ-แม่ของเขาอยู่เสมอ โดยเชื่อว่า ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหน ท่านจะมองมาที่เขาอย่างภูมิใจ

โมเสสกับการรับใช้ไนจีเรีย บ้านเกิดที่เขาต้องจากลามาในวัยเด็กแบบไม่คาดคิด
(Source : talkSPORT)

ถึงทุกวันนี้ โมเสสจะอายุ 30 ปีแล้ว และโอกาสย้ายไปเล่นให้ทีมยักษ์ใหญ่อย่าง “เจ้าบุญทุ่ม”​ บาร์เซโลน่า ดูจะริบหรี่เต็มทน แต่หากมองเส้นทางชีวิตที่เขาก้าวผ่านมา ไม่มีใครกล้าบอกกับเขาได้เลยว่าล้มเหลว เขาต่อสู้มาได้ดีที่สุดด้วยซ้ำ ในฐานะมนุษย์ที่ผ่านเรื่องราวหนักหนาคนนึง

จากเด็กที่ต้องย้ายมาเริ่มต้นใหม่บนดินแดนแปลกตา โมเสสถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย
(Source : Goal.com)

เพราะถึงเขาจะไม่สามารถเลือกเกิด หรือหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่มนุษย์กระทำกับมนุษย์ด้วยกันได้ แต่เขาก็เลือกที่จะกัดฟันเริ่มต้นใหม่ สู้ให้สุดใจ และคว้าโอกาสที่มีไว้ให้ดีที่สุด เท่าที่เขาจะทำได้

Picture : SB Nation, FourFourTwo, Sports Mole, Daily Post Nigeria, Goal.com, SportyTell, Time Magazine, Ten Deeps, Mt Kenya Times, Zimbio, Bundesliga, Bleacher Report, Sky Sports, CBC, Voice of America, Daily Hive, Manchester United, Infinite Madrid, The National, The Atlantic, The Independent, Talk Chelsea, Connect Nigeria, talkSPORT

rocketseer

ทำงานเกม-ติดเกมบ้าง | บ้าบอล-เป็น The KOP | บ้าดูหนัง-มีเพจหนัง | บ้ากิน-มีพุงแล้วเนี่ย!

บทความที่เกี่ยวข้อง