หากยูโรเปี้ยนซุปเปอร์ลีกเกิดขึ้นจริง! มนุษยชาติจะเลือกประวัติศาสตร์หรืออนาคต - TheMacho
 
หากยูโรเปี้ยนซุปเปอร์ลีกเกิดขึ้นจริง! มนุษยชาติจะเลือกประวัติศาสตร์หรืออนาคต

แม้ว่าความฝันในการเห็นทีมยักษ์ใหญ่ของโลกจัดตั้งลีกแข่งกันเองจะยังเป็นเพียงภาพที่เลือนลาง การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินกว่าที่คนรักฟุตบอลจะยอมรับได้กับการเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของโลกฟุตบอล

ทำให้เกิดเสียงแตกออกเป็น 2 ฝั่ง แต่โดยรวมแล้วทั้งคนที่มีหน้ามีตาในโลกฟุตบอลหรือกองเชียร์ทีมรักของตัวเองต่างก็เบะปากให้กับการจัด ยูโรเปี้ยน ซุปเปอร์ลีก เหตุผลหลักเลย คือ การเปลี่ยนแปลงการแข่งขันแบบนี้ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันแบบเดิมมากเกินไป

โดยเฉพาะกับทีมเล็กเองที่ดูจะไม่แฟร์กับพวกเขามากที่สุด ทุกคนต่างรู้ดีว่าการที่เกิดยูโรเปี้ยน ซุปเปร์ลีกขึ้นมานั้น เกิดจากเรื่องเงินเกือบ 90% แล้วทำไมทีมเล็กถึงจะไม่เป็นเดือดเป็นร้อน พวกเขาไม่ได้แม้แต่ถูกรับเชิญเสียด้วยซ้ำ จนกลายเป็นว่า พอข่าวเรื่องนี้เกิดขึ้นมาแบบจริงจังในปีนี้ คนรักฟุตบอลทุกชนชั้นต่างประณามเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไอ้พวกหิวเงิน”

ด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องเงินนี้ ทำให้หลายสโมสรที่จะร่วมก่อตั้งการสร้างลีกใหม่รีบออกจากการมีส่วนร่วม แม้พวกเขาจะอยากให้มันเกิดขึ้นจริงก็ตาม แต่การประท้วงของแฟนบอลในเรื่องนี้เห็นได้ชัดว่า คนมีอำนาจมากหรือน้อยจำนวนมากไม่ยอมที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน เนื่องจากฐานรากในความรักฟุตบอลของพวกเขาคือความฝันที่ได้เห็นนักกีฬาที่ตัวเองชอบประสบความสำเร็จด้วยการต่อสู้ที่เท่าเทียม ไม่ใช่สร้างความสำเร็จด้วยเงินทอง

สิ่งนี้ทำให้ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยฉับพลัน แต่หากมองว่าซุปเปอร์ลีกที่พยายามเกิดขึ้นมาเพราะอะไร คงเป็นอีกปัจจัยนึงที่ทำให้สโมสรยักษ์ใหญ่ของโลกรวมตัวกันก่อตั้งลีกนี้ขึ้นมา

ก่อนที่จะเล่าถึงสิ่งสำคัญที่เหล่าผู้นำของสโมสรยักษ์ใหญ่อยากให้เกิดลีกนี้ขึ้น ขอเล่าที่มาที่ไปซักเล็กน้อยของการกำเนิด ยูโรเปี้ยน ซุปเปอร์ลีก หรือเรียกย่อๆว่า ESL… เรื่องราวนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมา แต่มีการก่อกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1998 ในการริเริ่มเอาเฉพาะทีมใหญ่มาแข่งขันกัน เพียงแต่เรื่องนี้ค่อยๆขยับตามแผนจนมาถึงปีนี้เท่านั้นเอง ที่ทาง ESL ดูจะจริงจังกับการจัดการแข่งขันนี้ สาเหตุเพราะการผันผวนของโลกเรา การเกิดโรคระบาดจนทำให้กองเชียร์ไม่สามารถเข้ามาดูบอลในสนามได้ การขาดรายได้และขาดทุนอย่างมหาศาลในช่วงแรกของการเกิดขึ้นมาของการแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่าจนกระทั่งในทุกวันนี้ที่กองเชียร์ยังไม่สามารถเข้ามาชมเกมในสนามได้

โครงการ ESL ที่เกิดขึ้นมาจากการรวมตัวกันของบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ในทวีปยุโรป มีอังกฤษ อิตาลี สเปน เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ รวมถึง โปรตุเกส โดยใช้ชื่อว่า G-14 ในตอนแรกมีสมาชิกเพียง 14 ทีมเท่านั้น ต่อมาเพิ่มเป็น 18 ทีมในภายหลัง โดยนโยบายของการจัดตั้งก็เพื่อดูแลผลประโยชน์ของสมาคมอาชีพของทีมในยุโรป ซึ่งพวกเขาได้การรับรองอย่างเป็นทางการใน 2 ปีต่อมาจากทางยูฟ่าและฟีฟ่าด้วย

เรื่องของการจัดตั้งลีกใหม่ดูจะเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงเป็นข้อต้นๆ ของการประชุมแทบทุกครั้ง แต่ทางยูฟ่าเองก็พยายามไกล่เกลี่ยเพื่อให้ทีมใหญ่แข่งขันภายใต้ยูฟ่าต่อไป โดยเสนอหนทางต่างๆนาๆ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนแมตย์ให้มากขึ้นหรือเพิ่มรายได้ที่สูงขึ้นต่อการแข่งขันหนึ่งแมตช์ เพื่อเป็นแรงดึงดูดให้ทีมใหญ่อยู่กับทางยูฟ่าต่อไป ดูเหมือนจะได้ผล ทีมใหญ่เองแม้จะมีความต้องการที่จะสร้างลีกใหม่ให้เกิดขึ้นจริง แต่ก็อยู่ในช่วงเวลาที่ไม่พร้อมในการสร้างฝันให้เป็นจริง

จนในปี 2008 กลุ่ม G-14 จากสมาชิก 14 ทีม กลายเป็น 232 ทีม และเปลี่ยนชื่อจากเดิมเป็น ยูโรเปี้ยน คลับ เอสโซซิเอชั่น(ECA) หรือ สมาคมสโมสรยุโรป ซึ่งพอเริ่มมีพวกมาก พวกเขาก็ยิ่งฮึกเหิมมากขึ้น เรื่องการก่อตั้งลีกใหม่เริ่มดูจะเอาจริงเอาจัง และเริ่มสร้างโมเดลให้เป็นรูปเป็นร่างแบบจริงจัง จนกระทั่งที่เราได้ยินข่าวหรือเมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับตีพิมพ์เรื่องการก่อตั้งยูโรเปี้ยน ซุปเปอร์ลีกได้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว และนี่คือประวัติโดยประมาณของที่มาที่ไปของการเกิดESL

หากลองคิดดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฟลอเรนติโน เปเรซ ในฐานะประธานคนแรกคงเช็คการตอบสนองของมวลมนุษย์อยู่ไม่น้อย เขารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่หมูแน่ เพราะต้องท้าทายกับหลายองค์กรและแน่นอนเป็นการดูผลตอบรับของเหล่าแฟนบอลด้วย

ซึ่งเชื่อได้เลยว่าเปเรซเองคงจะทราบสิ่งที่จะเกิดขึ้นอยู่ไม่น้อย หากออกมาดีก็ถือว่าลุยได้เลย แต่หากไม่อย่างน้อยทาง ESL ได้เปิดวาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์แล้ว เรื่องการก่อตั้งลีกใหม่ยังใหม่เกินไปที่จะยอมรับได้ในตอนนี้ ขอเพียงแค่เวลาเท่านั้น เพราะตอนนี้ทุกคนล้วนได้รับสารสำคัญที่ ESL ต้องการแล้ว

มันเป็นเรื่องของจิตวิทยาล้วนๆ บางทีการกระทำแบบนี้อาจเป็นวิธีการเรียกร้องสิทธิ์ของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ของโลกให้มีการเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้นแบบหนึ่งก็เป็นได้ การเปลี่ยนแปลงก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่แปลกใหม่อะไร ลีกอังกฤษเองก็เคยผลัดเปลี่ยนจากการรวมตัวของสโมสรมาแล้วครั้งนึงเช่นกัน(เปลี่ยนจากดิวิชั่น 1 เป็นพรีเมียร์ลีก อังกฤษ)

สิ่งสำคัญที่ทำให้เหล่าทีมยักษ์ใหญ่อยากเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ขึ้น มาจากการที่พวกเขารู้สึกว่าควรจะได้มากกว่าที่เป็นอยู่ นั่นก็คือเรื่องของเงินล้วนๆ หากลองคิดดูฟุตบอลเป็นกีฬาของมวลมนุษยชาติที่เป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่กับเรื่องของการเงินพวกเขาไม่ได้เป็นอันดับหนึ่งอย่างที่ควร และไม่ได้เป็นที่สองหรือที่สามเสียด้วยซ้ำ ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ทุกวันนี้คุณทำงานไปเพื่ออะไรกัน ถ้าไม่ได้มาจากความรักในงานก็มาจากเรื่องเงินล้วนๆไม่ใช่หรืออย่างไร ทีมใหญ่ของยุโรปก็เช่นกัน พวกเขาเป็นแม่เหล็กของวงการฟุตบอล การคำนวณเรื่องเงินหากไม่ผ่านตัวกลางอย่างยูฟ่า ในรายการแชมเปี้ยนลีก พวกเขาจะทำเงินได้มหาศาลกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว แล้วทำไมพวกเขาจะไม่อยากให้เกิดขึ้นกันล่ะ

แต่ฟุตบอลเป็นเรื่องละเอียดอ่อนกว่าแค่เรื่องเงิน เพราะหัวจิตหัวใจของคนรักฟุตบอลทุกคนบนโลกเปลี่ยนผันกลายเป็นความศรัทธา ซึ่งดูเหมือนว่า”เงิน”จะถูกมองเป็นปีศาจแห่งความไม่เท่าเทียมอยู่ไม่น้อย และการจัดตั้งลีก ESL ดูจะเป็นเรื่องของจำนวนเงินซะเป็นส่วนใหญ่ การกัดจิกทีมอย่างอาร์เซน่อลหรือลิเวอร์พูลที่ทำได้เพียงเสมอไม่ก็แพ้จึงกลายเป็นมีมให้พูดถึงลีกนี้ว่ามีแต่ทีมใหญ่จริงเหรอ หากเป็นช่วงที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดฟอร์มเหมือนฤดูกาลก่อนหน้า พวกเขาคงโดนสบถใส่ยับเยินแน่นอน

แล้วหากมันเกิดขึ้นจริงล่ะ!? ความเป็นไปได้มีอยู่ไม่น้อย แม้ว่าตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นฟีฟ่า หรือประธานาธิบดีของฝรั่งเศสต่างก็ออกมาไม่สนับสนุนการจัดตั้งลีกในตอนนี้ แต่หากการจัดการแข่งขันESL มีความลงตัวมากกว่าแค่ให้ทีมใหญ่เจอกันเองทุกสัปดาห์ละ อะไรก็คงเกิดขึ้นได้ ข้อดีเลยก็คือ ทางยูฟ่าเองจะไม่ได้เป็นเพียงองค์กรเดียวที่ผูกขาดการแข่งขันบอลยุโรปแต่เพียงผู้เดียว เมื่อมีการแข่งขันของสององค์กรเกิดขึ้นย่อมดีต่อประชาชนตาดำๆอย่างไม่ต้องสงสัย รายได้ของนักเตะเองก็ดูจะสูงขึ้นกว่าเพดานที่เป็นอยู่ก็เป็นได้ ยิ่งหากกว่ายูฟ่าไม่สามารถจัดการกับการตั้งลีกใหม่ขึ้นมาได้ อีกหลายทวีปโดยเฉพาะทวีปเอเชียอย่างบ้านเรา คงได้เห็นทีมใหญ่ของแต่ละประเทศเจอกันในทุกสัปดาห์ ความสนุกของผู้ชมเองก็จะได้เห็นการแข่งขันที่น่าตื่นตาตื่นใจในทุกสัปดาห์ แต่เรื่องนี้ก็จะมาพร้อมกับการรับมือที่ยากมากขึ้น ความโปร่งใสที่ต้องการความชัดเจนแบบ 100% พอพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ยูฟ่าเองคือต้นตอของปัญหาเรื่องเงินๆทองๆที่ไม่สามารถเปิดเผยรายได้ของคนภายในให้โลกได้รับรู้ได้

เรื่องทั้งหมดนี้คงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทุกคนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งแฟนบอลทุกคนด้วย เห็นได้ชัดว่าผลจากการออกมาประท้วงของแฟนบอลดูจะออกดอกออกผลไม่น้อยในการเรียกร้องความต้องการ แต่ก็อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น วงการฟุตบอลเริ่มมีทางเลือกให้กับตัวเองมากขึ้นไม่จำเป็นต้องยึดติดกับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แม้อาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการเปลี่ยนผ่าน แต่หากชีวิตคือความอิสระในการจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เรื่องของการปลดแอกตัวเองก็อยู่ในหัวเรื่องสำคัญของเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ แล้วหากคุณต้องเป็นคนเลือกล่ะ คุณจะเลือกประวัติศาสตร์ให้คงความคลาสสิกไว้ หรือเริ่มสร้างสิ่งใหม่ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าเดิม!?

Text – Centaurus

บทความที่เกี่ยวข้อง