การซื้อตัวที่น่าผิดหวังของทีมดังยุโรปในรอบทศวรรษ - The Macho
 
การซื้อตัวที่น่าผิดหวังของทีมดังยุโรปในรอบทศวรรษ

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สโมสรในลีกดังทั่วยุโรปทั้งอังกฤษ, สเปน, อิตาลี, ฝรั่งเศส และ เยอรมัน ต่างทำธุรกิจในการซื้อนักเตะใหม่มาเสริมขุมกำลังเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ทีมตัวเอง, ทดแทนนักเตะอายุมาก และวางแผนเพื่อไล่ล่าความสำเร็จในอนาคต

        อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกดีลที่จะประสบความสำเร็จ โดยนักเตะเหล่านี้อยู่ในข่ายที่ต้นสังกัดของพวกเขาไม่คุ้มค่ากับเงินค่าตัวจำนวนมกาศาล และค่าเหนื่อยแสนแพงที่ลงทุนไป

1. อาร์เซน่อล (นิโกล่าส์ เปเป้)

       ปีกชาวไอวอรี่ โคสต์ ย้าจาก ลีลล์ ในศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส มาเล่นกับ อาร์เซน่อล เมื่อซัมเมอร์ปี 2019 ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 72 ล้านปอนด์ และจนถึง ณ เวลานี้ เปเป้ ยังโชว์ฟอร์มได้ไม่คุ้มค่าตัวเลยหลังโดนอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่บ่อยครั้ง

        ตลอด 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา เปเป้ มีโอกาสลงเล่นให้กับ อาร์เซน่อล รวมทุกรายการไปเพียง 82 เกม ยิงได้ 18 ประตู และเขายังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกพอสมควรว่า เป็นการทำธุรกิจที่คุ่มค่าของพลพรรค “เดอะ กันเนอร์ส” หรือไม่

2. บาร์เซโลน่า (เฟลิเป้ คูตินโญ่)

       การย้ายจาก ลิเวอร์พูล มาเล่นกับ บาร์เซโลน่า เมื่อเดือนมกราคมปี 2018 ด้วยค่าตัว 142 ล้านปอนด์ นั้น มันเป็นการย้ายสังกัดในฝันของ คูตินโญ่ เลยก็ว่าได้ แต่ใครจะรู้ว่า จอมทัพชาวบราซิล กลับต้องเผชิญกับฝันร้าย และต้องดิ้นรนอย่างหนักในถิ่นคัมป์ นู

        ในปีแรกกับ บาร์เซโลน่า คูตินโญ่ ได้ลงสนามไป 22 เกม ซัดไป 10 ประตู แต่ในฤดูกาลที่ 2 นั้น เขาฟอร์มตกอย่างน่าใจหายหลังซัดได้เพียง 11 ประตู จาก 54 เกม และแทบไม่ได้เป็นตัวจริงเลย จากนั้น ในซัมเมอร์ มิดฟิลด์แซมบ้า ก็ถูกปล่อยให้ บาเยิร์น มิวนิค ยืมตัวไปใช้งาน 1 ปี

        หลังหมดสัญญายืมตัวกับ บาเยิร์น คูตินโญ่ กลับสู่ บาร์เซโลน่า อีกครั้งเมื่อซัมเมอร์ปี 2020 และภายใต้การคุมทัพของ โรนัลด์ คูมัน โค้ชคนใหม่ “เจ้าบุญทุ่ม” นั้น ดาวเตะวัย 28 ปี ก็แทบไม่ได้ลงสนามเลย และอาจถูกปล่อยตัวออกจากสโมสรในเร็วๆนี้ก็เป็นได้

3. บาเยิร์น มิวนิค (เรนาโต้ ซานเชส)

       หนึ่งในอดีตสุดยอดวันเดอร์คิดของวงการลูกหนังยุโรป ซานเชส ย้ายจาก เบนฟิฟ้า มาเล่นกับ บาเยิร์น เมื่อปี 2016 ด้วยค่าตัวเกือบ 40 ล้านปอนด์ และเจ้าตัวได้รับการคาดหมายว่า จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในแดนกลางของพลพรรค “เสือใต้” ในอนาคต

        อย่างไรก็ตาม กองกลางชาวโปรตุกีส ไม่สามารถปรับตัวกับการเล่นในเยอรมันได้ เขามีโอกาสลงสนามไปรวมทุกรายการเพียง 25 เกม และยิงไม่ได้เลย จากนั้น ซานเชส ก็ถูกปล่อยตัวให้กับ สวอนซี ซิตี้ ยืมตัวไปใช้งาน 1 ฤดูกาล

        ในฤดูกาล 2018-19 ซานเชส กลับสู่ บาเยิร์น อีกครั้ง แต่ฟอร์มการเล่นของเขาก็ยังไม่กระเตื้องจนในช่วงซัมเมอร์ มิดฟิลด์วัย 23 ปี ก็ถูกขายให้กับ ลีลล์ ด้วยราคา 27.5 ล้านปอนด์

4. เชลซี (เฟร์นานโด ตอร์เรส)

        หากย้อนไปในตลาดนักเตะเดือนมกราคมปี 2011 พาดหัวข่าวที่ใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้นการที่ ตอร์เรส ย้ายจาก ลิเวอร์พูล ไปร่วมทีม เชลซี ด้วยค่าตัวถึง 50 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้สาวก “หงส์แดง” เสียดายอย่างหนักที่ต้องเสียนักเตะขวัญใจของพวกเขาไป

        ดาวยิงชาวสเปน ถูกตั้งความหวังไว้ว่า จะเข้ามาเป็นคีย์แมนในเกมรุกของ เชลซี และจะทำให้พลพรรค “สิงโตน้ำเงินคราม” มีสไตล์การเล่นที่น่าตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น แต่ทุกอย่างมันตรงกันข้ามเนื่องจาก ตอร์เรส ลืมฟอร์มเก่งสมัยที่เล่นกับ ลิเวอร์พูล ไปหมดแล้ว

        ตอร์เรส กลายเป็นนักเตะที่หมดความมั่นใจไปโดยปริยาย ซึ่งตลอด 3 ปี เขายิงให้ เชลซี ไปเพียง 45 ประตู จากนั้น เจ้าตัวก็ย้ายไปเล่นกับ เอซี มิลาน, แอตเลติโก มาดริด อดีตทีมเก่า และ โซงัน โทสุ ก่อนประกาศแขวนสตั๊ดเมื่อปี 2019

5. ลิเวอร์พูล (แอนดี้ คาร์โรลล์)

       หลังเสีย ตอร์เรส ให้กับ เชลซี ลิเวอร์พูล ก็เดินเครื่องอย่างหนักเพื่อมองหากองหน้ารายใหม่มาล่าตาข่าย และ คาร์โรลล์ ก็ถูกเซ็นสัญญามาจาก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์ แต่หัวหอกชาวอังกฤษ ก็ไม่สามารถทดแทน ตอร์เรส ได้เลย

        คาร์โรลล์ เป็นกองหน้ารูปร่างสูงใหญ่ และถนัดลูกกลางอากาศ ซึ่งมันขัดกับสไตล์การเล่นของ ลิเวอร์พูล อย่างมาก และในช่วงแรกเขาต้องดิ้นรนจากอาการบาดเจ็บอย่างหนักโดยมีโอกาสลงเล่นให้ “หงส์แดง” ไปเพียง 7 เกม ยิง 2 ประตู

        ในปีต่อมา คาร์โรลล์ มีสภาพพร่างกายที่ดีขึ้น และได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ แต่ฟอร์มของเขาฝืดอย่างหนักหลังซัดไปเพียง 9 ประตู จาก 47 เกม จากนั้น ในปี 2013 เจ้าตัวก็ถูกปล่อยให้กับ เวสต์แฮม ยืมตัวไปใช้งาน และย้ายมายัง “ขุนค้อน” เป็นการถาวร ก่อนจะกลับไปเล่นกับกับทีมเก่าอย่าง นิวคาสเซิ่ล ในปี 2019

6. เรอัล มาดริด (เอเด็น อาซาร์)

       มาดริด มองหาตัวแทนของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซุเปอร์สตาร์ชาวโปรตุเกสมานานแล้ว ซึ่งหลังจากที่ “CR7” ย้ายไปเล่นกับ ยูเวนตุส เมื่อปี 2018 นั้น อาซารก์ ก็ถูกคว้าตัวมายังถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาบิว ในปีถัดมาจาก เชลซี ด้วยค่าตัวถึง 130 ล้านปอนด์

       อย่างไรก็ตามเพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเบลเยียม โชคร้ายเจอปัญหาบาดเจ็บเรื้อรังรบกวนทำให้เขาแทบไม่มีโอกาสลงเล่นให้ มาดริด เลย และในปีแรก อาซาร์ ลงรับใช้พลพรรค “ราชันชุดขาว” ไปเพียง 22 เกม ซัดไปประตูเดียว

        ในฤดูกาลต่อมา ดาวเตะวัย 28 ปี ก็ยังไม่ฟิตสมบูณ์นัก เขาลงเล่นไปเพียง 15 เกม ยิงไป 3 ประตู และดูเหมือนว่า อนาคตของเขากับ มาดริด อาจจะไม่แน่นอนเสียแล้ว

7. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (เอเลียควิม ม็องกาล่า)

       เซ็นเตอร์แบ็คชาวฝรั่งเศส ถูก แมนฯ ซิตี้  คว้าตัวมาจาก เอฟซี ปอร์โต้ เมื่อปี 2014 ด้วยค่าตัวเกือบ 40 ล้านปอนด์ พร้อมกับถูกวางไว้ให้เป็นผู้บัญชาการเกมรับของทัพ “เรือใบสีฟ้า” ภายใต้การนำของ มานูเอล เปเยกรินี่ อดีตโค้ชชาวชิลี

        แต่ ม็องกาล่า ไม่สามารถปรับตัวกับการเล่นฟุตบอลพรีเมียร์ลีกได้ เขาเชื่องช้า และกลาบเป็นบ่อนมน้ำมันในแนวรับของ แมนฯ ซิตี้  จนค่อยๆถูกลดบทบาทลงไปเป็นตัวสำรอง และถูกปล่อยให้กับ บาเลนเซีย ยืมตัวไปใช้งาน และปัจจุบันในวัย 30 ปี เขายังคงเล่นกับ “ไอ้ค้างคาว”

8. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังเคล ดิ มาเรีย)

        ย้อนกลับไปในปี 2014 ข่าวที่แฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด ตื่นเต้นมากที่สุดคงเป็นการที่สโมสรมาสามารถคว้าตัว ดิ มาเรีย ซึ่งได้รับการยกย่องว่า เป็นตัวรุกระดับท็อปของยุโรปมาจาก มาดริด ได้สำเร็จด้วยค่าตัวถึง 67 ล้านปอนด์

        ปีกอาร์เจนไตน์ เข้ามาพร้อมกับสวมเสื้อตำนานอย่างหมายเลข 7 พร้อมกับได้รับการคาดหมายว่า จะเข้ามายกระดับแนวรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ทันที แต่แล้ว ดิ มาเรีย ไม่สามารถรับมือกับการเล่นในอังกฤษได้ และในปี 2015 เขาก็ถูกขายให้กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ด้วยค่าตัวราว 40 ล้านปอนด์

ภาพประกอบ :  skysports.com

Che Navapun

บทความที่เกี่ยวข้อง