เปิดประวัติความเป็นมาของ DMM ยักษ์ใหญ่วงการสื่อออนไลน์บันเทิงผู้ใหญ่ มูลค่าแสนล้านจากแดนอาทิตย์อุทัย - The Macho
 
เปิดประวัติความเป็นมาของ DMM ยักษ์ใหญ่วงการสื่อออนไลน์บันเทิงผู้ใหญ่ มูลค่าแสนล้านจากแดนอาทิตย์อุทัย

เมื่อพูดถึงที่ทำงานในฝันของหนุ่มสาวทั่วโลกทุกวันนี้นั้น เป็นใครก็ต้องนึกถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก เช่น Google, Facebook, Microsoft หรือ Tesla เป็นต้น

แต่สำหรับหนุ่มสาวในประเทศญี่ปุ่นแล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่ที่พวกเขาอยากทำงานด้วยเป็นอันดับต้นๆ หลังเรียนจบเลยก็คือบริษัท DMM ซึ่งผู้ก่อตั้งและเป็นเจ้าในปัจจุบันก็คือลุงวัย 60 กว่าปีอย่าง เคอิชิ คาเมยามะ (Keishi Kameyama) อ้างอิงจากผลการสำรวจข้อมูลอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในปี 2019 ที่ผ่านมา แล้วบริษัท DMM ทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร ยิ่งใหญ่อลังการแค่ไหน ทำไมหนุ่มสาวญี่ปุ่นถึงใฝ่ฝันอยากทำงานที่นี่ วันนี้เราจะขอเปิดประวัติของ DMM ให้เพื่อนๆ ได้ทราบกัน ตามมาดูกันเลย

DMM.com คืออะไร?

DMM.com คือเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ ส่วนมากเน้นไปที่สื่อความบันเทิง ปัจจุบันมีฐานลูกค้ามากกว่า 27 ล้านคน มีสินทรัพย์คิดเป็นเงินไทยหลักแสนล้านบาท และนั่นก็ทำให้ลุง เคอิชิ คาเมยามะ เป็นอภิมหาเศรษฐีติดอันดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่นเลยล่ะ

กลุ่มธุรกิจที่ เคอิชิ คาเมยามะ ก่อตั้งขึ้นมาก็คือ อีคอมเมิร์ซในกลุ่ม DMM.com ทั้งหมดที่ขายตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ขายทุกอย่างที่มีอยู่บนโลกใบนี้ โดยจัดจำแนกสินค้าที่ขายไว้มากกว่า 40 หมวด แต่รากฐานสำคัญที่ทำให้ คาเมยามะ สามารถสร้าง DMM ขึ้นมาให้ยิ่งใหญ่ได้ในระดับแสนล้านบาทในวันนี้ก็คือ “หนังโป๊” แล้ว คาเมยามะ สร้างอาณาจักรธุรกิจแสนล้านมาจากหนังโป๊ได้อย่างไร มาดูกัน

จุดเริ่มต้นความร่ำรวยของ เคอิชิ คาเมยามะ

ในวัยเด็ก เคอิชิ คาเมยามะ เกิดขึ้นมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจคลับที่ให้ความบันเทิงสำหรับผู้ชาย เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เมื่ออายุได้ประมาณ 19 ปี เขาอยากเรียนต่อทางด้านบัญชีก็เลยได้เข้าเรียนบัญชีในระดับมหาวิทยาลัย แต่พอเรียนไปเรียนมาก็พบว่าการศึกษาในด้านนี้ไม่ใช่เส้นทางที่ใฝ่ฝันก็เลยลาออกมาทำงาน จากนั้นคาเมยามะก็รับทำงานทุกอย่างเพื่อหาประสบการณ์ชีวิตให้มากที่สุด ว่ากันว่าเขาทำตั้งแต่ล้างส้วมในโรงพยาบาล ไปจนถึงเต้นโชว์ในบาร์เกย์เลยทีเดียว

พออายุได้ 24 ปี คาเมยามะก็ได้กลับบ้านไปทำธุรกิจของครอบครัวโดยหวังว่าจะมาสานงานต่อให้พ่อแม่ พร้อมกับเปิดธุรกิจร้านเช่าวิดีโอเป็นของตัวเองควบคู่ไปด้วย โดยร้านของเขาเป็นร้านเช่าวิดีโอในช่วงยุค 90 ซึ่งหากใครเกิดทันก็คงจะทราบกันดีว่าสมัยนั้นร้านเช่าวิดีโอแบบเป็นม้วนใหญ่ๆ นั้นบูมแค่ไหน

จุดเปลี่ยนสำคัญในการทำธุรกิจของคาเมยามะ

อย่างไรก็ดี คาเมยามะ เป็นคนฉลาด และมองการณ์ไกล เขามองว่าร้านเช่าวิดีโอนี้คงจะรุ่งเรืองต่อไปได้ไม่นาน ต้องรีบเก็บสะสมกำไรให้มากที่สุดเพื่อจะได้ต่อยอดต่อไป ทันใดนั้นเองเขาก็คิดได้ว่าหนทางในการทำธุรกิจที่จะต้องรุ่งต่อไปแน่ๆ ก็คือการเป็นเจ้าของค่ายหนัง ครั้นคิดได้ก็เริ่มลงมือทำทันที แต่การจะสร้างหนังเรื่องหนึ่งได้มันก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ใช้เงินเยอะ แล้วเจ้าของร้านวิดีโอเล็กๆ จะเอาเงินทุนมาจากไหนมาสร้างหนังเป็นของตัวเอง แถมเงินทุนที่คาเมยามะมีติดตัวพอที่จะลงทุนได้ในตอนนั้นก็มีเพียงแค่ 1 ล้านเยน แล้วเงินหนึ่งล้านเยนนี้จะสร้างหนังอะไรได้ล่ะ? คำตอบมีเพียงอย่างเดียวคือ “หนังโป๊” เท่านั้น !

เมื่อทราบแล้วเขาก็ลงมือทำทันทีตามสไตล์ของเขา โดยได้นำเงินทุนที่มีติดตัวไปซื้อลิขสิทธิ์หนังเอวีมาจัดจำหน่าย จากนั้นเขาก็เริ่มเช่าพื้นที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตเก่าๆ แล้วเปลี่ยนมันเป็นโรงผลิตม้วนวิดีโอหนังโป๊ แล้วจึงนำเอาม้วนวีดีโอหนังโป๊ที่ผลิตขึ้นมาออกไปเร่ขายตามร้านขายหนังด้วยการยื่นข้อเสนอว่า “ผมให้ของไปเลย 100 ม้วน ไว้ขายได้แล้วค่อยเอาเงินมาจ่ายผม” ซึ่งนั่นทำให้ร้านขายหนังโป๊ทุกแห่งยินยอมพร้อมใจที่จะรับม้วนวิดีโอของคาเมยามะมาจำหน่าย แล้วธุรกิจผลิตวิดีโอหนังโป๊ของคาเมยามะก็ดูเหมือนจะไปได้ดี แต่…

ก้าวสู่การทำธุรกิจออนไลน์

ในปี ค.ศ. 1998 คาเมยามะดูเหมือนจะมองเห็นอนาคตอีกครั้ง เขามองเห็นอนาคตของวงการโฮมวีดีโอว่าจะต้องไปต่อไม่รอดแน่ๆ ถ้ามันออกมาในลักษณะที่เป็นม้วนแบบนี้ ทำให้เขาเริ่มเปลี่ยนการขายหนังโป๊ของตัวเองจากเป็นม้วน มาเป็นการขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเป็นเจ้าแรกๆ ของโลกตั้งแต่กว่า 20 ปีที่แล้วผ่านเว็บไซต์ DMM.com ที่จดทะเบียนขึ้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ และเป็นปีเดียวกับที่ Netflix ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้เลยล่ะ

หลังจากนั้น DMM.com ก็ประสบความสำเร็จขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ระหว่างช่วงขาขึ้นของ DMM นั้น คาเมยามะ และบริษัทของเขาต้องตกเป็นเป้าโดนวิพากษ์วิจารณ์โจมตีให้ร้ายเสียๆ หายๆ ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นข้อกล่าวหาที่ว่า “หลอกผู้หญิงมาเล่นหนังโป๊” “เอาเปรียบนักแสดง” “ธุรกิจสกปรก” เป็นต้น ซึ่งก็แน่นอนว่าคาเมยามะก็ไม่ได้ “โลกสวย” ตอบปฏิเสธไปเสียทุกเรื่องแบบหน้าด้านๆ แต่คำอธิบายของเขานั้นเฉียบคมมาก เขาตอบว่า

“ในธุรกิจนี้ เราทำถูกต้องมากกว่าใครแล้ว ซึ่งหากลูกสาวของผมบอกผมว่าอยากเป็นนักแสดงเอวี ผมก็จะบอกลูกว่าวงการนี้มันมีความเสี่ยงหลายอย่าง แต่สุดท้ายลูกก็ต้องตัดสินใจเอง”

DMM เติบโตอย่างมั่นคง และผงาดในปัจจุบัน

หลังจากปี ค.ศ. 2000 บริษัท DMM.com ค่อยๆ ขยายฐานลูกค้าออกไปเรื่อยๆ จาก 5 แสนคนในปี 2006 กลายเป็น 1 ล้านคนในปี 2007 และปัจจุบันมีสมาชิกมากว่า 30 ล้านคนแล้ว ซึ่งนั่นก็ทำให้ผู้ก่อตั้งอย่าง เคอิชิ คาเมยามะ กลายเป็นอภิมหาเศรษฐีระดับต้นๆ ของประเทศด้วยทรัพย์สินที่มากกว่า 3,500 ล้านดอลล่าสหรัฐฯ และได้สร้าง DMM.com ให้กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่หนุ่มสาวญี่ปุ่นจบใหม่ใฝ่ฝันอยากที่จะทำงานด้วย

ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ คาเมยามะ จะประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างสวยงาม และกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่น แต่เขาก็ไม่เคยเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของตัวเองผ่านสื่ออย่างเป็นทางการ เขาเคยเขียนอธิบายการทำงานในกิจการของเขาไว้ว่า

“ผมเคยไปกองถ่ายหนังเอวีเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง และผมไม่ได้หมกมุ่นกับมัน สำหรับผมแล้วหนังเอวีก็เหมือนกับสินค้าทั่วไป ไม่ได้ต่างจากเครื่องจักร รถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ แต่มันขายได้ในราคาดีกว่าต้นทุน และค่าการตลาดหลายเท่า หนังเอวีจึงเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่ขายง่ายและกำไรงามเท่านั้นเอง”

และนี่ก็คือเรื่องราวเส้นทางธุรกิจที่สวยงามของบริษัท DMM บริษัทที่หนุ่มๆ ไทยคงรู้จักกันดี หลายคนก็คงเคยใช้บริการกันบ่อย ส่วนหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นนั้น เขาใฝ่ฝันจะทำงานที่นี่กันเสียเป็นส่วนใหญ่เลยล่ะ ก็หวังว่าข้อมูลแล้วนี้จะเป็นความรู้และสร้างแรงบันดาลใจสำหรับใครก็ตามที่กำลังอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองนะครับ

Sujate Wanchat

What one man calls God, another calls the laws of physics.

วิศวกร นักท่องเที่ยว บล็อกเกอร์ นักเขียนบทความ ชอบติดตามโลกเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าล้ำสมัย เรื่องราวการท่องเที่ยวผจญภัย มนุษย์ต่างดาว และสาวๆ เซ็กซี่

บทความที่เกี่ยวข้อง