ย้อนดูดีลดัง ทำไม “ฉลามขาว” คลินส์มันน์ ถึงเลือกซบเล้าไก่ แบบเซอร์ไพรส์!?! - TheMacho
 123
ย้อนดูดีลดัง ทำไม “ฉลามขาว” คลินส์มันน์ ถึงเลือกซบเล้าไก่ แบบเซอร์ไพรส์!?!

ระหว่างที่รอพรีเมียร์ลีกที่รักกลับมาเตะอีกหน ลองย้อนดูดีลย้ายทีมเก่าๆ มันก็มีดีลน่าช็อคมากมายหลายดีล บางทีก็เป็นพวกของฟรีกลายเป็นดี เช่น “แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์” ที่ย้ายมาลิเวอร์พูลตอนอายุเยอะ แต่กลับมีบทบาทสำคัญมากมาย หรือดีลที่ควรจะสะเทือนลีก แต่กลับแป้ก อย่าง “ฮวน เซบาสเตียน เวรอน” หรือ “อังเดร เชฟเชนโก้”

“ฮวน เวรอน”​ กับแมนฯ ยู ดีลระดับโลก ที่ผลลัพธ์ออกมาไม่น่าพึงพอใจ
(Source : GiveMeSport)

แต่มีอยู่ดีลนึง ที่แว้บขึ้นมา เพราะมันมีเรื่องราวมากมายให้พูดถึง ตั้งแต่ที่มาที่ไปของดีล ไปจนถึงเรื่องราวระหว่างที่เขาอยู่บนแผ่นดินอังกฤษ ซึ่งแม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ผลงานที่ฝากไว้น่าจดจำ และมีสีสันอย่างที่สุด

เกริ่นมาขนาดนี้ ไม่มีดีลไหนเข้าข่าย และน่าพูดถึงไปกว่าดีลของ “ฉลามขาว” เจอร์เก้น คลินส์มันน์ กองหน้าชื่อก้องชาวเมืองเบียร์ ที่ย้ายซบ “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ในวันที่สถานะทั้ง 2 ฝ่าย ไม่น่าจะมาครองคู่กันได้เลย

“ฉลามขาว” เจอร์เก้น คลินส์มันน์ กับดีลเซอร์ไพรส์ ย้ายซบสเปอร์ เมื่อปี 1994
(Source : To The Lane And Back)

สำรวจสถานะ : ฉลามขาว

ดีลเซอร์ไพรส์ของวงการฟุตบอล เกิดขึ้นในซัมเมอร์ปี 1994 ก่อนซีซัน 1994/95 จะเริ่ม โดยตอนนั้น สถานะของ “ฉลามขาว” เจอร์เก้น คลินส์มันน์ ถือเป็นหนึ่งในกองหน้าชั้นนำของโลก ถึงจะอายุย่างเข้าวัย 30 ปี แต่ฟอร์มยังเปรี้ยงปร้างสม่ำเสมอ

หลังสร้างชื่อที่อิตาลีกับ “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน และผ่านยูโร 1992 ที่ทีมชาติเยอรมันพลิกแพ้เดนมาร์ก ในนัดชิง ที่ถูกขนานนามว่า “เทพนิยายเดนส์” คลินส์มันน์ย้ายมาร่วมทีมโมนาโก โดยมีกุนซือหนุ่ม ที่ต่อมาโด่งดัง ได้รับการนับถือทั่วโลก นาม “อาร์แซน เวนเกอร์” คุมทีมอยู่

คลินส์มันน์ กับ “อาร์แซน เวนเกอร์” กุนซือโมนาโก ในขณะนั้น
(Source : Pinterest)

กับปีแรกที่ฝรั่งเศส “คลินซี่” ยิง 20 ประตูในลีก พาโมนาโกทยานขึ้นไปจบรองแชมป์ลีกเอิง และได้เล่นยูฟ่า แชมป์เปียนส์ ลีก แทนแชมป์อย่างมาร์กเซย ที่โดนโทษห้ามแข่ง ในซีซันถัดไป

ซีซันที่ 2 กับโมนาโก ถึงเขาจะโดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน แต่ก็ยังช่วยทีมทะลุเข้าถึงรอบรองฯ UCL ก่อนจะพ่ายให้กับเอซี มิลาน จบซีซันนั้น ก็ถึงคิวของฟุตบอลโลก 1994 พอดี ซึ่งแน่นอนว่าเขารับบทศูนย์หน้าตัวหลักของทัพ “อินทรีเหล็ก”

แม้ผลงานของเยอรมัน กับฟุตบอลโลกครั้งแรกบนแผ่นดินสหรัฐอเมริกา จะไม่สวยหรู เพราะพวกเขาตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย จากการพ่ายพลิกล็อคต่อบัลแกเรีย ที่นำทัพมาโดย “ฮริสโต้ สตอยคอฟ” แต่คลินส์มันน์ ก็ยังยิงได้ถึง 5 ประตู ปิดทัวร์นาเมนท์ด้วยตำแหน่งรองดาวซัลโว

“คลินซี่”​ โชว์ฟอร์มโดดเด่นในฟุตบอลโลก 1994 ที่อเมริกา ยิงถึง 5 ประตู
(Source : Bundesliga)

นอกเหนือจากการไปทำหน้าที่เพื่อชาติ การเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศที่เมืองลุงแซม ทำให้คลินส์มันน์ ได้ตกผลึกความคิด ที่มีผลสำคัญต่อวิถีชีวิตหลังจากนั้นของเขา อย่างแรกคือเขารู้สึกประทับใจอเมริกา จนต่อมาเขาเลือกย้ายไปปักหลักที่นั่นนานหลายปี จนได้เป็นกุนซือทีมชาติอยู่พักใหญ่

อย่างที่ 2 คือความรู้สึกว่าเขาต้องการความท้าทายใหม่ๆ เพราะแม้จะเหลือสัญญากับโมนาโก อีก 1 ปี แต่ตัวเขาคิดว่า มันถึงเวลาที่จะย้ายไปสนุกกับฟุตบอลที่ไหนซักที่

สำรวจสถานะ : ไก่เดือยทอง

แม้ในยุคปัจจุบัน ช่วง 3-4 ปีหลัง “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ จะกลายเป็นทีมแนวหน้า “Top 6” ของพรีเมียร์ลีก แบบเต็มตัว แต่ถ้าย้อนไปในช่วงกลางยุค 90 ทีมของพวกเขากระท่อนกระแท่น จนเกือบจะตกชั้น

“อลัน ชูการ์” (ซ้าย) เจ้าของทีม และ “ออสวัลโด้ อาร์ดิเลส” อดีตตำนานของทีม ที่กลับมาเป็นกุนซือ
(Source : Amazon)

ในซีซัน 1993/94 สเปอร์ โดยประธานคนดัง “อลัน ชูการ์” ตัดสินใจแต่งตั้ง “ออสวัลโด้ อาร์ดิเลส” หรือ “ออสซี่” อดีตนักเตะอาร์เจนไตน์ ที่เคยมาสร้างความหวือหวา จนเป็นตำนานของสเปอร์ ช่วงปลายยุค 70 ต่อยุค 80 ขึ้นมาเป็นกุนซือของทีม เพื่อหวังจะเห็นทีมกลับมาเล่นเกมรุกเร้าใจ

ซีซันแรกของออสซี่ ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง ถึงจะผลิตสกอร์ได้ค่อนข้างมาก แต่จะชนะแต่ละทียากเย็น จบซีซันด้วยจำนวนนัดแพ้มากกว่าชนะ จบอันดับ 15 มีคะแนนมากกว่าโซนตกชั้นแค่ 3 คะแนนเท่านั้น

กอหน้าความหวังของสเปอร์ในยุคนั้นคือ “เท็ดดี้ เชอร์ริ่งแฮม”
(Source : Shropshire Star)

นอกเหนือจากปัญหาฟอร์มการเล่น ที่ทีมมาเสียกองหน้าตัวหลักอย่าง “เท็ดดี้ เชอร์ริ่งแฮม” ไปจากอาการบาดเจ็บ สโมสรยังโดนเล่นงานด้วยการทำผิดกฎทางการเงินในยุค 80 ซึ่งเป็นยุคก่อนที่ชูการ์จะเข้ามาดูแลทีม โดยโทษในชั้นต้น ระบุว่า “ไก่เดือยทอง” ต้องโดนปรับ 6 แสนปอนด์, ถูกตัดสิทธิ์ในการแข่งเอฟเอ คัพ 1 ซีซัน และโดนตัดแต้มหนักหน่วงถึง 12 คะแนน เมื่อเริ่มซีซัน 1994/95

ชูการ์ ต้องวิ่งวุ่นกับการอุทธรณ์ให้ทีมไม่โดนลงโทษหนัก โดยเฉพาะการตัดแต้มถึง 12 คะแนน
(Source : Daily Mail)

การเตรียมทีมจึงมีแต่เรื่องปวดหัว เรื่องในสนามชูการ์เชื่อใจออสซี่ให้คุมทีมต่อ ส่วนนอกสนาม ก็ต้องพยายามต่อสู้อุทธรณ์คดีเต็มที่ เพราะคนที่ทำผิดไม่ได้อยู่กับสโมสรแล้ว เรื่องอะไรจะให้มารับผลกรรมอันหนักหน่วง

สภาพทีมสเปอร์ตอนนั้น จึงยังลูกผีลูกคน ฟอร์มก็ห่วย แต้มก็จะโดนตัด ปัญหารุมเร้า มองมุมไหน พวกเขาก็ไม่น่าจะดึงดูดใจนักเตะระดับโลกอย่างคลินส์มันน์ได้

ความอลเวงของเจนัว

ปัจจัยความบังเอิญในเรื่องการเดินเกมซื้อขายของเจนัว ทีมในกัลโช่ เซเรีย อา มันดันมาเกี่ยวพันกับเรื่องนี้พอดี เพราะเจนัวกำลังเล็งคลินส์มันน์ ไว้เป็นตัวตายตัวแทน “โธมัส สคูห์ราวี่” กองหน้าร่างยักษ์ชาวเช็ก ที่ตอนนั้นการเจรจาย้ายไปลีดส์ กำลังคืบหน้า

“โธมัส สคูห์ราวี่” (คนกลาง) กองหน้าร่างยักษ์ชาวเช็ก ที่เกือบได้มาอาละวาดในพรีเมียร์ลีก
(Source : DerbyDerbyDerby)

ในตอนนั้น ถ้าเจนัวติดต่อคลินซี่จริงจัง โอกาสสำเร็จก็น่าจะมีไม่น้อย เพราะตัวเขาก็คุ้นเคยกับฟุตบอลอิตาลี การกลับไปล่าตาข่ายในแดนรองเท้าบู้ตอีกหน ก็น่าจะเรียกความท้าทายของเขากลับมา

แต่แล้ว การเจรจาย้ายไปลีดส์ ของสคูห์ราวี่ กลับล่มในตอนท้าย แผนที่จะดึงคลินส์มันน์กลับมายังอิตาลีของเจนัว จึงต้องพับไว้ เปิดโอกาสให้คลินซี่ มองหาทางเลือกอื่นต่อไป

ขยับตัวในตลาดซื้อขาย

ข่าวต้องการย้ายทีมของคลินส์มันน์ ทำให้หลายทีมในยุโรปหูผึ่ง บาร์เซโลน่า, แอต.มาดริด หรือแม้แต่อริเก่าอย่าง เอซี มิลาน เองก็แสดงท่าทีสนใจ หรือถ้ามองมายังพรีเมียร์ลีก ทีมที่มีสถานะดูดีกว่าสเปอร์ ในตอนนั้น อย่างเอฟเวอร์ตัน และแอสตัน วิลล่า ก็แอบหวังดึงกองหน้าพระกาฬมาร่วมทีม

คลินส์มันน์ ตัดสินใจโบกมือลาโมนาโก หลังค้าแข้งที่ฝรั่งเศส 2 ปี
(Source : AS Monaco)

ในมุมแคมป์ของสเปอร์ ชูการ์ต้องการเรียกความมั่นใจของแฟนบอล และทีมกลับมา หลังต้องเจอแต่เรื่องแย่ๆ ข่าวดีสำคัญคือเขาสามารถอุทธรณ์โทษสำเร็จ แม้จะต้องจ่ายค่าปรับแพงขึ้นเกือบ 3 เท่า แต่สเปอร์ ก็ไม่โดนตัดแต้ม และได้รับอนุญาตให้เล่นเอฟเอ คัพ ได้

ชูการ์ คิดถึงนักเตะที่น่าจะมายกระดับเกมรุกของทีม ที่ความหวังฝากไว้แค่กับเชอร์ริงแฮม คนเดียว “คริส ซัตตัน” ของแบล็คเบิร์น ดูเป็นทางเลือกที่ดี แต่ด้วยราคา 5 ล้านปอนด์ มันดูหนักหนาไปสำหรับพวกเขา

ชูการ์มีไอเดียดึง “ดีเอโก้ มาราโดน่า” มาร่วมทีมด้วย แต่แกตรวจโด๊ปในบอลโลกไม่ผ่านเสียก่อน
(Source : These Football Times)

ครั้นจะเอาแบบโลกตะลึง (ชูการ์แกสนใจจริงนะ!) อย่าง “ฌอง ปิแอร์ ปาแป็ง” มันก็คงยากที่เขาจะเลือกทีมอย่างสเปอร์ ส่วน “ดิเอโก้ มาราโดน่า” น่ะหรอ เลิกพูดไปได้เลย นับตั้งแต่แกเจอเรื่องตรวจโด๊ปไม่ผ่านในบอลโลก 94 ส่วนชื่อของคลินส์มันน์ ไม่เคยอยู่ในสารบบเขาเลย เพราะมันคงไม่อาจเอื้อม

เรือยอร์ชของชูการ์

อย่างไรก็ดี เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อชูการ์ไปแล่นเรือยอร์ชส่วนตัว อยู่แถวโมนาโกเพื่อพักผ่อน จู่ๆ “อังเดร กรอสส์” ทนายของคลินส์มันน์ ก็ติดต่อมา และแนะนำให้เขาเซ็นสัญญากับกองหน้าพระกาฬชาวเยอรมัน

ชูการ์ได้ยินแบบนั้น ยังไม่คิดว่ามันเป็นไปได้ แต่เขาก็ตัดสินใจลองฟังข้อเสนอดู และมีการพูดคุยกับคลินส์มันน์บนเรือยอร์ชของเขา ซึ่งคลินซี่ ก็เคยออกมายืนยันในภายหลังว่า มีการพูดคุยบนเรือจริง แถมชูการ์ยังชงคาปูชิโน่อร่อยๆ ให้เขาดื่มอีกด้วย!

ดีลที่ไม่น่าเกิดขึ้น เริ่มจากการพูดคุยบนเรือยอร์ช แถวโมนาโก
(Source : FourFourTwo)

เมื่อได้ลองพูดคุย รายละเอียดในการได้ตัวคลินส์มันน์มามันสุดยอดแห่งความคุ้ม เพราะราคาที่พวกเขาจะต้องจ่ายให้โมนาโก แค่เพียง 2 ล้านปอนด์ แถมคลินซี่ยังเปิดกว้าง กับเพดานค่าเหนื่อยของสโมสร ที่ราวๆ 8,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ อะไรจะเหมาะเจาะ ลงล็อคปานนั้น

การต่อรองกับโมนาโก จึงเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ระหว่างที่คลินส์มันน์รับใช้ชาติในฟุตบอลโลก 94 และเมื่อเยอรมันตกรอบเร็ว จนคลินส์มันน์ได้มีเวลาพักผ่อน ชูการ์ก็เร่งให้ดีลมันจบ โดยที่แทบไม่มีใครระแคะระคาย ไม่ว่าจะผู้คนในสโมสร หรือนักข่าว

การแผลงฤทธิ์ของบัลแกเรีย ที่เขี่ยเยอรมันตกรอบ ช่วยให้ดีลเสร็จสิ้นลงตัว
(Source : 90Min)

อย่าว่าแต่คนที่ไม่รู้ข่าวเลย ตัวชูการ์ที่เดินหน้าดีลด้วยตัวเองมาตลอด ยังไม่ไว้ใจ และกลัวจะมีใครมาฉกคลินส์มันน์ไป ถึงขนาดว่าแกต้องแอบแจ้งนักข่าวของสกาย ทีวี ให้ไปจับภาพแกจับมือกับคลินซี่ ที่สนามของโมนาโก เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า สเปอร์จองเรียบร้อย!

และสุดท้าย การย้ายทีมที่เซอร์ไพรส์ก็เกิดขึ้น โดยมีคนรู้ข่าวก่อนหน้าน้อยมาก ขนาดอาร์ดิเลสที่เป็นกุนซือ เมื่อทราบข่าวคอนเฟิร์ม ยังอดตื่นเต้นไม่ได้ เขาบอกว่าความรู้สึกมันสุดยอด ไม่น้อยกว่าการเซ็นมาราโดน่ามาหรอก!

คลินส์มันน์ เปิดตัวในสีเสื้อสเปอร์ เคียงคู่กุนซือ “ออสซี่” อาร์ดิเลส
(Source : Pinterest)

ฉลามขาวจอมพุ่ง

ว่ากันตามตรง ชาวอังกฤษก็ไม่ค่อยชอบขี้หน้าคนเยอรมันเท่าไหร่เป็นทุนเดิม ยิ่งกับคลินส์มันน์ ที่เคยเป็นส่วนนึงของทีมที่น็อคอังกฤษ ตกรอบฟุตบอลโลก 1990 สื่ออังกฤษเลยจ้องจะจู่โจม การเล่นที่ถูกตำหนิว่าชอบพุ่งล้มตบตา คือตั้งแง่เลยว่าหมอนี่มัน “ขี้พุ่ง”

“คลินซี่” ถูกตีหน้าว่า “ขี้พุ่ง” โดยนักข่าวเมืองผู้ดี เมื่อแรกเขาย้ายมายังเกาะอังกฤษ
(Source : These Football Times)

ความกดดันที่เป็นกองหน้าระดับโลก แล้วต้องย้ายมาลีกที่ไม่เคยเล่น แถมมาอยู่กับทีมที่ไม่ได้ลุ้นแชมป์ ก็หนักหนาอยู่แล้ว มาเจอนักข่าวแดนผู้ดีที่แสบๆ ทั้งนั้น คลินส์มันน์มีสิทธิ์สติแตกเอาง่ายๆ เพียงแต่มันไม่เป็นแบบนั้นเลย

คลินซี่ปล่อยมุกตั้งแต่แถลงข่าวเปิดตัว โดยเล่นมุกถามนักข่าวว่า ที่อังกฤษมีที่ให้ “ดำน้ำ” มั้ย? (การดำน้ำใช้คำว่า “dive” ซึ่งคำเดียวกัน ถูกใช้เรียกการพุ่งในกีฬาฟุตบอลด้วย) เพราะอยู่โมนาโกเขาดำน้ำตลอด ในกระเป๋ายังมีชุด กับแว่นสน็อคเกิลอยู่เลย!

การพูดคุย และวางทีท่าแบบเป็นกันเอง ทำให้สถานการณ์พูดคุยกับนักข่าวผ่อนคลายลงอย่างมาก ซึ่งนั่นเป็นตัวตนของคลินซี่ ที่แสดงออกมาให้ทุกคนเห็นแต่แรก ว่าเขาไม่ได้มาหาเรื่องใคร เขามาเพื่อเล่นฟุตบอลที่ตัวเองรัก

ความติดดินของคลินส์มันน์ ที่เข้าถึงได้ง่าย ทำให้ความเกลียด เปลี่ยนเป็นความนิยมชมชอบ
(Source : talkSPORT)

แต่ถึงจะวางตัวเป็นกันเองนอกสนาม กลับมาในสนาม คลินส์มันน์ก็เลือกแสดงสัญลักษณ์ บ่งบอกความหมายต่อทุกคนที่ตั้งแง่กับเขา ด้วยการใช้ท่าดีใจพุ่งคว่ำหน้าไถลไปกับพื้น ซึ่งเปรียบเหมือนการตอกกลับพวกที่หาว่าเขาขี้พุ่ง จนเป็นฉายาที่บ้านเราเรียกติดปากว่า “ฉลามขาว”

ฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรง, ความทุ่มเทให้กับทีม และตัวตนของเขา ทำให้คลินส์มันน์ค่อยๆ ได้รับเสียงวิจารณ์ในด้านบวกจากสื่อเมืองผู้ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่าง “เดอะ การ์เดี้ยน” ที่เคยพาดหัวข่าวว่า “Why I Hate Jurgen Klinsmann” ก็เปลี่ยนเป็นพาดหัวว่า “Why I Love Jurgen Klinsmann” ในเวลาแค่ 2 เดือนถัดมา

ท่าพุ่งไถลดีใจของ “ฉลามขาว” คลินส์มันน์ เป็นสัญลักษณ์ประจำตัว ที่ใครก็จดจำได้
(Source : Telegraph)

มาสเตอร์พีซ คลินซี่

แม้ตอนเริ่มซีซัน ทีมจะผลงานยังไม่กระเตื้อง จนออสซี่ อาร์ดิเลส ถูกปลดไป แต่พอทีมดึง “เจอร์รี่ ฟรานซิส” เข้ามาคุม คลินส์มันน์ และผองเพื่อน ก็เริ่มเดินหน้าทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ถึงสเปอร์จะจบซีซัน 1994/95 เพียงแค่อันดับ 7 แต่คลินส์มันน์ก็สร้างผลงานส่วนตัวได้โดดเด่น ยิงในพรีเมียร์ลีก 20 ประตู และยิงรวมทุกถ้วย 29 ประตู รวมถึงประตูพิชิต “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ในเอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีม พา “ไก่เดือยทอง” เข้าถึงรองรองฯ ก่อนจะไปพ่ายเอฟเวอร์ตัน

“คลินซี่” ทุ่มเทเต็มร้อย และพิสูจน์ว่าเขาคือ “ของจริง” ที่ไม่ได้ย้ายมาเล่นๆ
(Source : Premier League)

นอกเหนือจากการถล่มประตูเป็นกอบเป็นกำ คลินซี่ยังได้รับรางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล ของสมาคมนักข่าว ซึ่งถือเป็นการแสดงความยอมรับที่งดงาม จากคนที่ถูกตราหน้าอคติ เมื่อแรกเหยียบแผ่นดินอังกฤษ

เส้นทางของคลินซี่กับสเปอร์ สั้นไปหน่อย หลังจบซีซันนั้น เขาย้ายกลับเยอรมัน ไปอยู่กับ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค อยู่ได้ 3 ซีซันกับแชมป์บุนเดสลีก้า และยูฟ่า คัพ ก็ย้ายไปอยู่กับซามพ์โดเรีย ก่อนจะมีโอกาสกลับมาสเปอร์อีกครั้ง ในรูปแบบยืมตัว

คลินส์มันน์ ย้ายมาร่วมทีมสเปอร์รอบที่ 2 ในวัย 34 ปี แต่ยังไว้ลายช่วยทีมรอดตกชั้น
(Source : Premier League)

แม้อายุจะโรยราในวัย 34 ปี แต่คลินส์มันน์ก็ทุ่มเทกับการเล่นเหมือนเดิม และยิงในพรีเมียร์ลีกไป 9 ลูก มีส่วนสำคัญช่วยให้ “ไก่เดือยทอง” รอดตกชั้น ก่อนจะปิดฉากอาชีพค้าแข้ง (ไม่นับการกลับมาจากรีไทร์ มาเล่นให้ทีมสมัครเล่นในอเมริกา 5 ปีให้หลัง) ในเกมลีกนัดสุดท้ายกับเซาธ์แธมป์ตัน

นึกย้อนดูเรื่องราวทั้งหมดของ “ฉลามขาว”​ กับ “ไก่เดือยทอง” จะว่าไป มันก็เหมือนพรหมลิขิตที่มาบรรจบกันอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งแม้ที่มาที่ไปจะเหมือนฝัน แต่ผลงานที่เขาฝากไว้ในถิ่น “ไวท์ ฮาร์ท เลน” เป็นของจริง ที่แฟนทุกคนจับต้องได้

(Source : Planet Football)

และแน่นอน ว่ามันเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่เร้าใจหน้าหนึ่งของพรีเมียร์ลีก ที่ไม่ว่าคุณเชียร์ทีมไหน จะต้องจดจำมันได้ไม่ลืม

Picture : SPOX, GiveMeSport, To The Lane And Back, Pinterest, Bundesliga, Amazon, Shropshire Star, Daily Mail, DerbyDerbyDerby, AS Monaco, These Football Times, FourFourTwo, 90Min, talkSPORT, Telegraph, Premier League, Planet Football

rocketseer

ทำงานเกม-ติดเกมบ้าง | บ้าบอล-เป็น The KOP | บ้าดูหนัง-มีเพจหนัง | บ้ากิน-มีพุงแล้วเนี่ย!

บทความที่เกี่ยวข้อง