8 แข้งในตำนานที่เคยครองรางวัลสูงสุดทั้งสามถ้วย - TheMacho
 76
8 แข้งในตำนานที่เคยครองรางวัลสูงสุดทั้งสามถ้วย

กีฬาฟุตบอล ถือว่าเป็นกีฬาประเภททีมที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับกีฬาชนิดนี้ นั่นก็คือ การได้ถ้วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทั้งในระดับสโมสร และทีมชาติ

ในตอนนี้ รางวัลที่ยิ่งใหญ่ และได้รับการยอมรับมากที่สุดในวงการฟุตบอลก็คือ แชมเปี้ยนส์ลีก และฟุตบอลโลก ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีนักเตะมากมายที่สามารถก้าวถึงในจุดจุดนั้น แต่มีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่มีความพิเศษกว่าคนอื่นๆ

หากนำคนที่เคยประสบความสำเร็จทั้งในระดับชาติ และสโมสร มาตรวจสอบดูว่า ใครบ้างที่เคยได้รางวัล Ballon d’or รางวัลประจำปีของสมาคมฟุตบอลฝรั่งเศส ปรากฏว่ามีเพียง 8 คนเท่านั้นที่สามารถเรียกพวกเขาได้ว่า ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในวงการฟุตบอลจริงๆ

Bobby Charlton

สโมสรที่เคยเล่น : แมนเสเตอร์ ยูไนเต็ด, เปรสตัน นอร์ธ เอ็น, วอเตอร์ฟอร์ด, นิวคาสเซิล เคบี ยูไนเต็ด, เพิร์ธ อัซซูรี่, แบล็คทาวน์ ซิตี้
ลงเล่นในทีมชาติ : อังกฤษ 106 เกม
แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ : ปี 1968
แชม์ฟุตบอลโลก : ปี 1966
บัลลงดอร์ : ปี 1966

บางทีเขาอาจเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ประเทศอังกฤษเคยมีมมา และในกีฬาที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดนี้ ไม่มีใครปฏิเสธว่า บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน คือคนที่มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับวงการฟุตบอลมาตลอด 24 ปีที่เขาโด่งดังในอาชีพนี้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ชีวิตในการเป็นนักฟุตบอลเขาจะอยู่ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรที่เขาอยู่มาตั้งแต่เด็ก จนประสบความสำเร็จคว้าแชมลีกกับทีมได้ถึง 3 ครั้ง และเป็นเวลา 1 ทศวรรษหลังจากที่เขาพบประสบการณ์เฉียดตายจากโศกนาฏกรรมที่มิวนิค กองกลางตัวรุกรายนี้ก็ประสบความสำเร็จสูงสุดในอาชีพของเขาในช่วงปลายยุค 60

ชาร์ลตัน มีบทบาทสำคัญในการพาทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์โลกได้เป็นครั้งแรกในปี 1966 ในทัวร์นาเม้นต์นั้นเขาทำได้ 3 ประตู โดย 2 ประตูในนั้นเป็นการยิงโปรตุเกสในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งความสำเร็จในทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกไม่ได้ทำให้เขาคว้าถ้วย Jules Rimet เพียงอย่างเดียว แต่ฟอร์มการเล่นของเขาในรายการนั้นยังทำให้เขาได้รางวัล Golden Ball อีกด้วย หลังจากนั้นอีก 2 ปี บ๊อบบี้ได้โคจรมาพบกับ ยูเซบิโอ อีกครั้ง ที่สนามเวมบรี และบ๊อบบี้ก็ย้ำแค้นนี้ให้กับ ยูเซบิโอ อีกครั้งด้วยผลสกอร์คล้ายๆกัน แต่คราวนี้เป็นในฐานะนักเตะทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในชัยชนะของปีศาจแดงที่เอาชนะ เบนฟิก้า ได้ในรอบชิงชนะเลิศ ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมของ ชาร์ลตัน ที่ทำให้ทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมแรกของอังกฤษที่สามารถคว้าแชมป์ในรายการนี้ได้

Franz Beckenbauer

สโมสรที่เคยเล่น : บาเยิร์น มิวนิค, นิวยอร์ค คอสมอส, ฮัมบูร์ก
ลงเล่นในทีมชาติ : เยอรมันตะวันตก 103 เกม
แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ : ปี 1974, 1975 และ 1976
แชมป์ฟุตบอลโลก : ปี 1974
บัลลงดอร์ : ปี 1972 และ 1976

น่าเสียดายที่ หลังจากแข่งในทัวร์นาเม้นต์ รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปีให้กับเยาวชน เอสซี มิวนิค เขามีโอกาสได้เซ็นสัญญากับทีม 1860 มิวนิค ทีมที่ตัวเขาเองชื่นชอบมาตั้งแต่เด็ก แต่ในตอนนั้น ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ได้ปฏิเสธ และหันมาเซ็นกับ บาเยิร์น ทีมคู่อริแทน และหลังจากนั้นก็คือประวัติศาสตร์ ดาวเตะชาวบาวาเรี่ยนรายนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในตำแหน่งสวีปเปอร์ หรือริเบอร์โร่ในปัจจุบัน โดย 5 ปีแรกหลังจากเขาย้ายมาเล่นให้ บาเยิร์น เขาก็สามารถคว้าถ้วยในประเทศได้ทุกถ้วยแล้ว และหลังจากพิชิตลีกบุนเดสลีกาได้ เขาก็ขึ้นไปคว้าแชมป์ยุโรปได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน ฟรายซ์ถือว่าเป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในบรรดานักเตะเยอรมันตะวันตกทั้งหมดในประวัติศาสตร์

หลังจากพาทีมชาติเยอรมันตะวันตกคว้าแชมป์ยูโรเป็นครั้งแรกได้ในปี 1972 ฟรานซ์ก็ได้ขึ้นรับรางวัลบัลลงดอร์ในปีนั้นเช่นเดียวกัน จากนั้นอีก 2 ปี เขาก็ประสบความสำเร็จอีกครั้งในศึกฟุตบอลโลก ด้วยการโค่น ‘โททัล ฟุตบอล’ โยฮัน ครัฟฟ์ นักเตะผู้ยิ่งใหญ่ของชาวดัตช์ หลังจากพา บาเยิร์น มิวนิค ขึ้นไปเป็นสโมสรระดับท๊อปของโลก ด้วยการคว้า 3 ถ้วยยูโรเปี้ยน คัพ ฟรานซ์ ผู้ได้รับรางวัลบัลลงดอร์ถึง 2 สมัยก็ได้ย้ายไปเล่นกับ นิวยอร์ค คอสมอส และหลังจากแขวนสตั๊ด เบคเค่นบาวเออร์ ก็ได้กลายเป็นชายคนแรกต่อจาก มาริโอ ซากัลโล่ ที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ทั้งในฐานะผู้เล่น และผู้จัดการทีม ซึ่งต่อจาก ฟรานซ์ คนที่สามารถทำได้คนล่าสุดก็คือ ดิดิเยร์ เดชอง แห่งทีมชาติฝรั่งเศสนั่นเอง

Gerd Muller

สโมสรที่เคยเล่น : 1861 นอร์ดลินเจน, บาเยิร์น มิวนิค, ฟอร์ท เลาเดอเดล สไตรเกอร์ส
ลงเล่นในทีมชาติ : เยอรมัน 62 เกม
แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ : ปี 1974, 1975 และ 1976
แชมป์ฟุตบอลโลก : ปี 1974
บัลลงดอร์ : ปี 1970

บาเยิร์น มิวนิค ประสบความสำเร็จอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในยุค 1970s พวกเขาสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ และสร้างตำนานให้วงการฟุตบอลมากมาย ซึ่งในยุคนั้น ไม่มีคนไหนที่สำคัญไปกว่าชายที่ชื่อว่า แกร์ด มุลเล่อร์ ชาวที่เกิดมาเพื่อยิงประตูอย่างแท้จริง ‘Der Bomber’ คือฉายาที่เขาได้รับจากมีสถิติยิง 565 ลูก จาก 607 เกมให้กับ บาเยิร์น ซึ่งในทีมชาติเขาก็ทำผลงานได้ดีไม่แพ้กัน และทัวร์นาเม้นต์ที่เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นที่สุดก็คือ ศึกฟุตบอลโลกปี 1970

ด้วยลูกยิงของมุลเล่อ ช่วยให้ทีมชาติเยอรมันตะวันตกเข้าไปได้ถึงรอบรองชนะเลิศโดยการกำจัดแชมป์เก่าอย่างอังกฤษไปได้ และในทัวร์นาเม้นต์นั้น มุลเล่อร์ ยิงไปได้ถึง 10 ลูก จากเพียง 6 เกม ศึกผลงานสุดสะเด่าครั้งนั้นทำให้เขาได้รางวัลบัลลงดอร์ในปีนั้นไปครองอย่างไร้ข้อกังขา แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็พาทีมชาติเยอรมันประสบความสำเร็จ ช่วยให้ทีมของ เฮลมุต โชน เป็นแชมป์อย่างต่อเนื่อง (ยูโรปี 1972 และ ฟุตบอลโลก 1974) ก่อนที่มุลเล่อร์จะแขวนสตั๊ดไปด้วยสถิติ 68 ลูก จาก 62 เกม เป็นเวลานานที่สถิตินี้ไม่มีใครทำลายลงได้ก่อนที่ มิโรสลาฟ โคลเซ่ จะทำลายลงเมื่อปี 2014

Paolo Rossi

สโมสรที่เคยเล่น : ยูเวนตุส, โคโม(ยืมตัว), แอล อาร์ วิเซนซ่า, เปรูจา(ยืมตัว), มิลาน, เฮลลาส เวโรน่า
ลงเล่นในทีมชาติ : อิตาลี 48 เกม
แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ : ปี 1985
แชมป์ฟุตบอลโลก : ปี 1982
บัลลงดอร์ : ปี 1982

ถือว่าเป็นข่าวช๊อคโลกอย่างมาก กับการที่ทีมชาติ อิตาลี เขี่ย บราซิล ตกรอบฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ในปี 1982 โดยเกมดังกล่าวจบลงด้วยชัยชนะของทีมอัซซูรี่ในสกอร์ 3-2 ซึ่ง เปาโล รอสซี่ หน้าเป้าของ ยูเวนตุส เป็นผู้ยิงแฮตทริกในเกมนั้น ก่อนหน้านี้ถูกแบนไม่ให้ลงเล่นฟุตบอลยาวนานถึง 2 ปี หลังจากมีข่าวอื้อฉาวเรื่องการล้มบอล

และหลังจากนั้น เขาก็ยิงประตูได้อีก 3 ลูก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นประตูเบิกสกอร์ให้ทัพอิตาลีคว้าชัยเหนือ เยอรมันตะวันตก ไปด้วยสกอร์ 3-1 โดยสิ่งที่เป็นที่จดจำในเกมนั้นก็คือท่าฉลองดีใจหลังจากยิงประตูได้ของ มาร์โก้ ทาร์เดลลี่ นั่นเอง หลังจากจบทัวร์นาเม้นต์ 6 ประตูนี้ทำให้เขาได้รางวัล Golden Boot และ บัลลงดอร์ในปีนั้นไปครอง จากนั้นไม่นาน รอสซี่ ก็ประสบความสำเร็จกับยูเว่ โดยการพาทีมคว้าถ้วยยูโรเปี้ยนครั้งแรกให้แก่ทีมด้วยความยากลำบาก ที่สนามเฮย์เซล สเตเดี้ยม

Zinedine Zidane

สโมสรที่เคยเล่น : คานส์, บอร์กโดซ์, ยูเวนตุส, เรอัล มาดริด
ลงเล่นในทีมชาติ : ฝรั่งเศส 108 เกม
แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ : ปี 2002
แชมป์ฟุตบอลโลก : ปี 1998
บัลลงดอร์ : ปี 1998

16 ปีหลังจากที่ รอสซี่ เป็นฮีโร่ในศึกฟุตบอลโลก ตำนานอีกรายหนึ่งของยูเวนตุสก็ได้ถือกำเนิดขึ้นด้วยการพาทีมชาติคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ซิเนอดีน ซีดาน อาจไม่ใช่คนอิตาลี แต่นับตั้งแต่กองกลางรายนี้มาเล่นในซีรี่ย์อา ลีกอิตาลีก็กลายเป็นลีกเบอร์1 ของวงการฟุตบอลไปโดยปริยาย ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จของเขาเริ่มต้นนับตั้งแต่ทีมชาติฝรั่งเศสสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ในประเทศของตัวเอง และซิซูเป็นผู้แอสซิสในรอบชิงชนะเลิศ ถึง 2 ลูก ในเกมที่เจอกับบราซิล ประเทศที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้มากที่สุดในตอนนั้น

แม้ว่า ซีดาน จะพลาดโอกาสการคว้ายูโรเปี้ยน คัพ และฟุตบอลโลก ในปีเดียวกันไปอย่างน่าเสียดาย แต่ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมทั้งในทีมชาติ และสโมสร ก็ทำให้เขาดีพอที่จะได้รับรางวัลบัลลงดอร์ในปี 1998 เหมือนกับว่าถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกจะเป็นเรื่องยากสำหรับเขาอย่างมาก แม้ว่าเขาจะเล่นให้กับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอิตาลีเวลานั้นก็ตาม แต่เมื่อเขาย้ายมาเล่นที่ เรอัล มาดริด เขาก็ได้เติมเต็มเป้าหมายของตัวเองด้วยการยิงประตูที่สวยจนยากจะลืมได้ ใส่ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น อย่างสวยงาม

Rivaldo

สโมสรที่เคยเล่น : ซานตา ครูซ, โมกิ มิริม, โครินเธียนส์(ยืมตัว), พัลไมราส, เดปอร์ติโว ลา คอรุญย่า, บาร์เซโลน่า, มิลาน, ครูไซโร, โอลิมเปียกอส, เออีเค เอเธนส์, บุนยอดกอร์, เซา เปาโล(ยืมตัว), คาบุสคอร์ป, เซา เซตาโน่
ลงเล่นในทีมชาติ : บราซิล 74 เกม
แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ : ปี 2003
แชมป์ฟุตบอลโลก : ปี 2002
บัลลงดอร์ : ปึ 1999

ในปี 1995 รางวัลบัลลงดอร์ได้เปลี่ยนกฏจากการให้แต่นักเตะยุโรป ขยายออกมาเป็นนักเตะทุกคนที่เล่นกับสโมสรในยุโรปมีโอกาสได้รับทั้งหมด ซึ่งนักเตะที่ไม่ใช่ชาวยุโรปคนแรกที่ได้ก็คือ จอร์จ เวอาห์ และคนที่ตามมาติดๆก็คือ โรนัลโด้ (ปี 1997) และเพื่อนร่วมชาติของโล้นทองคำอย่าง ริวัลโด้ (ปี 1999) คือนักเตะนอกยุโรปคนที่ 3 ที่ได้รางวัลนี้ แม้ว่าการเปลี่ยนกฏเช่นนี้ช่วยให้มีโมเม้นต์ความตื่นเต้นมากขึ้น แต่โมเม้นต์ความผิดหวังก็มากขึ้นเช่นกัน เมื่อ เดวิด เบ็คแฮ่ม พลาดการได้รับรางวัลบัลลงดอร์ไปอย่างน่าเสียดาย หลังจากเป็นตัวหลักในการพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าทริปเปิลแชมป์ได้สำเร็จ

ริวัลโด้ คือคนสำคัญที่ช่วย บราซิล ประสบความสำเร็จในศึก โคปา อเมริกา และนั่นทำให้เขาเก็บคะแนนในรางวัลบัลลงดอร์ได้มากกว่า เบ็คแฮ่ม 65 คะแนน และในระดับทีมชาติเขาเริ่มมีชื่อเสียงจากการเป็นตัวหลักในการพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2002 หลังจากพลาดไปอย่างน่าเสียดายในปี 1998 ในช่วงยุค 2000s เขาได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า เขาก็เป็นกองหน้าที่มีสไตล์การเล่นที่ดุเดือดคนหนึ่งตามแบบฉบับบราซิลเลี่ยนคนหนึ่งเช่นกัน และฟอร์มอันร้อนแรงนั้นก็ช่วยให้ทีมของเขาคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆของ ริวัลโด้ กับ มิลาน ก็ตาม

Ronaldinho

สโมสรที่เคยเล่น : เกรมิโอ, ปารีส แซง แชงแมง, บาร์เซโลน่า, มิลาน, ฟลาเมงโก้, แอตเลติโก้ มิเนโร่, เกเรตาโร่, ฟลูมิเนนเซ่
ลงเล่นในทีมชาติ : บราซิล 97 เกม
แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ : ปี 2006
แชมป์ฟุตบอลโลก : ปี 2002
บัลลงดอร์ : ปี 2005

โรนัลดิญโย่เริ่มสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่โด่งดังในทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกที่ประเทศเกาหลี และญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพ หลังจากได้ลงเล่นไม่กี่เกม เขาก็ถูกจับเข้ากลุ่มนักเตะแก๊งตัว ‘R’ แก๊งนักเตะที่มีความสำคัญต่อทีมชาติบราซิลในยุคนั้น โรนัลโด้ และริวัลโด้ ทั้งคู่เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่การปรากฏตัวของ โรนัลดิญโย่ เป็นอะไรที่น่าประทับใจอย่างมากต่อแฟนบอลทุกท่าน ลูกยิงฟรีคิดที่เขายิงใส่ เดวิด ซีแมน ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษในรอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลก เชื่อว่าถ้าใครได้ดู มันจะยังคงอยู่ในใจขอบทุกคนแน่นอน แม้ว่าการประสบความสำเร็จในระดับสโมสรของเขาจะมาช้าก็ตาม

ไม่นานหลังจากทีาย้ายออกจาก เปแอสเช ไปยัง บาร์เซโลน่า เขาก็กายเป็นคนสำคัญของทีมภายใต้การคุมทีมโดย แฟร้งก์ ไรจ์การ์ด ผู้ที่พาทีมคว้าถ้วยแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1992 โดยการโค่นยอดทีมอย่าง อาร์เซน่อล ในปี 2006 แต่ถึงกระนั้น เพลเมคเกอร์รายนี้ก็คว้ารางวัลบัลลงดอร์มาได้ก่อนหน้านั้นแล้วปีนึง เฉือน เพลเมคเกอร์ชั้นแนวหน้าของอังกฤษอย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด และสตีเฟ่น เจอราร์ด ไปอย่างขาดลอย

Kaká

สโมสรที่เคยลงเล่น : เซา เปาโล, มิลาน, เรอัล มาดริด, ออแลนโด้ ซิตี้
ลงเล่นในทีมชาติ : บราซิล 92 เกม
แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ : ปี 2007
แชมป์ฟุตบอลโลก : ปี 2002
บัลลงดอร์ : ปี 2007

ในเกมที่ บราซิล เอาชนะ คอสตาริกา ได้อย่างถล่มทลายถึง 5-2 ในฟุตบอลบอลโลก 2002 รอบสุดท้าย เหมือนจะดูไม่มีอะไรที่สำคัญมากนัก แต่นั่นเป็นเกมแรกที่เขาได้มีโอกาสได้ลงเล่นในศึกฟุตบอลโลก แม้ว่าจะเป็นเวลาแค่ 25 นาทีก็ตาม และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นานก็คือการย้ายจากทีม เซา เปาโล ที่เขาอยู่มาตั้งแต่ยังเด็ก ไปยัง มิลาน ด้วยเบอร์ที่มีเกียรติมากที่สุดในโลกนั่นก็คือเบอร์ 10 การย้ายทีมของ กาก้า แม้จะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีนัก เนื่องจาก คาร์โล อันเชล๊อตติ เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ 2003 ได้มาหมาดๆ แน่นอนว่า กาก้า ต้องได้รับความกดดันในการป้องกันแชมป์ ‘บิ๊กเอียร์’ อย่างแน่นอน และสิ่งที่เจ็บปวดก็เกิดขึ้น เมื่อพวกเขาพ่ายแพ้ต่อ ลิเวอร์พูล ที่อิสตัลบูล

แต่ กาก้า ก็สามารถแก้แค้น ลิเวอร์พูล ได้ในไม่กี่ปีต่อมา ด้วยฟอร์มการเล่นอันสุดยอด และด้วยฟอร์มการเล่นนั้นเอง ก็ทำให้เขาได้รับการโหวตเป็นผู้คว้าางวัลบัลลงดอร์ ในปี 2007 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่ไม่มีใครได้รับรางวัลนี้เลย นอกจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลีโอเนล เมสซี่ จนกระทั่ง ลูก้า โมดริช กองกลางตัวเทพชาวโครเอเชียที่มีผลงานพาทีมชาติผ่านเข้าไปได้ถึงรอบชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลโลก 2018 แต่ โมดริช ก็สามารถหยุดยั้งได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น

Aekkung

บทความที่เกี่ยวข้อง