10 การย้ายทีมสุดช็อค น็อคหัวใจแฟนบอล - TheMacho
 177
10 การย้ายทีมสุดช็อค น็อคหัวใจแฟนบอล

            เรียกได้ว่าเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกเมื่อซุปเปอร์สตาร์ลูกหนังอย่าง “ลิโอเนล เมสซี่” ตัดสินใจยื่นเอกสารขอยกเลิกสัญญากับ บาร์เซโลนา ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวค้าแข้งอยู่กับเจ้าบุญทุ่มแค่เพียงทีมเดียวมากว่า 20 ปี  สร้างความตกตะลึงแบบช็อคแฟนบอลทั่วโลก  

ถึงแม้ว่าในโลกของฟุตบอล การย้ายทีมหรือการซื้อขายนักเตะจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับนักเตะบางคนที่รับใช้สโมสรเดียวมาอย่างยาวนาน แถมสร้างความสำเร็จให้สโมสรอย่างล้นหลามจนกลายเป็นไอคอนประจำทีมนั้น ถือเป็นเรื่องยากมากที่จะมีการย้ายไปค้าแข้งกับทีมอื่น ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฟรานเชสโก ต๊อตติ ของ โรม่า, เปาโล มัลดินี่ ของ เอซี มิลาน, พอล สโคว ของ แมนเชสตอร์ ยูไนเต็ด ฯลฯ  นักเตะเหล่านี้ล้วนเป็นไอคอนที่อยู่คู่กับสโมสรจนถึงวินาทีสุดท้ายของอาชีพค้าแข้ง 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเกิดให้เห็นไม่บ่อยนัก แต่ก็มีนักเตะระดับซุปเปอร์สตาร์ประจำทีมบางคนที่ไม่เพียงแต่ย้ายทีมธรรมดา แต่ยังเป็นการย้ายทีมแบบขยี้หัวใจแฟนบอล ดังนั้น วันนี้เราจึงแนะนำ 10 การย้ายทีมสุดช็อค น็อคหัวใจแฟนบอล

หลุยส์ ฟิโก้ (Luis Figo), บาร์เซโลน่า ไป เรอัล มาดริด ปี 2000

            หากพูดถึงตำนาน “จูดาส” (คนทรยศ) ตลอดกาลของโลกฟุตบอล ถ้าไม่มีชื่อ หลุยส์ ฟิโก้ คงเป็นไปไม่ได้ เพราะนี่ คือ นักเตะระดับพรสวรรค์ที่ บาร์เซโลนา ฟูมฟักประคับประหงมมาตั้งแต่ดาวเตะชาวโปรตุกีสย้ายมาจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน เมื่อปี 1995 จนกลายเป็นที่รักและความหวังสูงสุดของสาวก อัลซูกราน่า แถมยังได้รับความไว้วางใจจากสโมสรถึงขนาดมอบปลอกแขนกัปตันทีมให้อีกด้วย 

แต่ใครจะไปคิดว่าในปี 2000 ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสจะขยี้หัวใจแฟนบอลบาร์ซ่าด้วยการย้ายไปร่วมทัพ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ที่เป็นคู่ปรับตลอดกาลด้วยค่าตัว 37 ล้านปอนด์ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน หลุยส์ ฟิโก้ ยังสวมเสื้อบาร์ซ่าอยู่เลย  และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่ หลุยส์ ฟิโก้ กลับมาเยือนถิ่น คัมป์ นู เขาก็มักจะได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นจากแฟนบอลบาซ่าด้วยกาขว้างปาสิ่งของสารพัดลงมาในสนาม มีตั้งแต่ขวดน้ำยันหัวหมู

ไมเคิล โอเว่น, (Michael Owen), นิวคาสเซิล ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ปี 2009

          เจ้าของฉายา “ไอ้หนูมหัศจรรย์” (Baby Goal)เป็นอีกหนึ่งในตำนาน “จูดาส” ในโลกฟุตบอล  โอเว่น เริ่มเส้นทางอาชีพลูกหนังด้วยการเป็นเด็กปั้นแท้ ๆ ของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล โชว์ฝีเท้าระดับพรสวรรค์จนได้ขึ้นมายึดตัวจริงในทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุเพียง 18-19 ปีเท่านั้น จนกระทั่งในปี 2001 โอเว่นก็ถึงจุดสูงสุดของอาชีพค้าแข้งด้วยการพา ลิเวอร์พูล คว้า “ทริปเปิ้ลแชมป์” คือ ลีก คัพ, เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า คัพ จนทะยานไปคว้ารางวัล “บัลลงดอร์” ได้สำเร็จ

ก่อนที่ในปี 2004 โอเว่นจะเก็บข้าวของออกจากสนาม แอนฟิลด์ เพื่อไปอยู่กับ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์  แม้ว่าการย้ายทีมในครั้งนั้นจะทำให้สาวกหงส์แดงหงุดหงิดไม่น้อย เพราะโอเว่นใช้วิธีบีบให้สโมสรขายเขาให้กับ เรอัล มาดริด แต่ก็ยังถือเป็นการจากลาที่พอจะรับได้ แม้ว่าในปี 2005 โอเว่นจะย้ายกลับมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกครั้งกับ “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล สาวก เรด แมชชีน ก็ยังไม่มีปัญหา แต่ทว่าในปี 2009 โอเว่นกับทำช็อคหัวใจแฟนบอลด้วยการย้ายมาร่วมทัพ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับตลอดกาลของ ลิเวอร์พูล แม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จในถิ่น โอลด์ ทราฟฟอร์ด ด้วยการคว้าแชมป์ลีกและแชมป์บอลถ้วย แต่จนถึงทุกวันนี้ ทั้งแฟนบอลหงส์แดงและแฟนบอลปีศาจแดงก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าเขาเป็นตำนานทีมตัวเอง

โซล แคมป์เบลล์ (Sol Campbell), สเปอร์ส ไป อาร์เซนอล, ปี 2001

            ตำนาน “จูดาส” จะขาดเขาคนนี้ไปไม่ได้ เพราะสุดยอดปราการหลังรายนี้ถือเป็นนักเตะลูกหม้อของ “ไก่เดือยทอง” ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ส ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นตัวหลักของชุดใหญ่ ค้าแข้งอยู่กับไก่เดือยทองถึง 9 ปี ลงเล่นไปกว่า 250 นัด จนได้รับความไว้วางใจจากสโมสรถึงขนาดมอบปลอกแขนกัปตันทีมให้ จนกระทั่งในปี 2001 สัญญาของ แคมป์เบลล์ กับ สเปอร์ส กำลังจะหมดลง บอร์ดบริหารของ สเปอร์ส พยายามเจรจาสัญญาฉบับใหม่กับ แคมป์เบลล์ ถึงกับยอมทุบเพดานค่าเหนื่อยนักเตะของสโมสรเพื่อรั้งให้เขาอยู่ต่อ แต่ดาวเตะทีมชาติอังกฤษกลับตั้งใจปล่อยให้สัญญาหมดก่อนจะย้ายไปอยู่กับ “ไอ้ปืนใหญ่” อาร์เซนอล คู่ปรับร่วมเมืองแบบฟรีเอเย่น สร้างความโกรธแค้นให้กับสาวกไก่เดือยทองมาจนถึงทุกวันนี้

เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ (Emmanuel Adebayor), อาร์เซนอล ไป แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ปี 2009

            หากเทียบกับรายก่อน ๆ อเดบายอร์ อาจจะไม่ใช่นักเตะระดับตำนานหรือเป็นแข้งซุปเปอร์สตาร์ที่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่ในช่วงฤดูกาล 2007-2008 เขาถือว่าเป็นยอดดาวยิงที่กำลังมาแรงแห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ด้วยการถล่มประตูให้ “ไอ้ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ไปถึง 30 ประตูรวมทุกรายการ

ก่อนที่ในซีซันถัดมาอยู่ ๆ เขาก็ฟอร์มตกไปอย่างน่าใจหาย ทำได้เพียง 16 ประตูจากทุกรายการ แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าอยู่ ๆ ในปี 2009 อเดบายอร์จะย้ายไปอยู่กับ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี แบบไม่มีปี่มีขลุย แถมยังทำพฤติกรรมไม่ไว้หน้าแฟนบอลไอ้ปืนใหญ่ด้วยการวิ่งแบบ 4×100 มาทำท่าดีใจต่อหน้าสาวก เดอะ กันเนอร์ส หลังจากที่ยิงประตูใส่ทีมเก่าได้อีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ แข้งทีมชาติโตโกยังราดน้ำมันรดหัวใจที่เต็มไปด้วยไฟแค้นของแฟนบอล อาร์เซบอล ด้วยการย้ายมาเล่นให้อริร่วมเมืองอย่าง สเปอร์ส ในปี 2011 จน อเดบายอร์ ถูกยกให้เป็นหนึ่งในนักเตะที่แฟนไอ้ปืนใหญ่เกลียดขี้หน้าที่สุดคนหนึ่ง

เฟอร์นันโด ตอร์เรส (Fernando Torres), ลิเวอร์พูล ไป เชลซี, ปี 2011

            เจ้าของฉายา “เอล นินโญ” ย้ายจาก แอตเลติโก้ มาดริด มาอยู่กับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2007-2008  ตอร์เรส ถือเป็นจอมถล่มประตูช่วยให้ยอดทีมแห่งถิ่น เมอร์ซีไซด์ บินสูงอยู่อันดับต้น ๆ ของตารางได้แทบทุกซีซัน ลงเล่นไป 142 นัด ซัดไป 81 ประตูในทุกรายการ 

จนกระทั่งในช่วงตลาดซื้อขายฤดูหนาวปี 2011 หรือก็คือช่วงพักเบรกซีซัน 2010-2011 ก็เกิดเหตุการช็อคโลก เมื่อดาวยิงชาวสแปนิชตัดสินใจย้ายทีมในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายไปอยู่กับ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ด้วยค่าตัวมหาศาลในตอนนั้นถึง 50 ล้านปอนด์ ทำเอาสาวก เรด แมชชีน ช็อคกันเป็นแถบ ๆ เพราะนอกจากจะเสียดาวยิงอันดับหนึ่งไปแบบกะทันหันแล้ว ลิเวอร์พูลก็ไม่ได้เตรียมวางแผนเผื่อไว้ว่าจะหาใครมาแทน จนต้องไปคว้าตัว แอนดี แคร์โรล มาจาก นิวคาสเซิล แบบฉุกละหุก ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่าทดแทนเจ้าของฉายา “เอล นินโญ” ไม่ได้เลย

โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ (Robin van Persie), อาร์เซนอล ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ปี 2012

            แม้ดีกรีความรุนแรงจะไม่เท่าหลายรายก่อนหน้า แต่เจ้าของฉายา “Flying Dutchman” ก็ถือเป็นหนึ่งในนักเตะที่การย้ายทีมของเขาสร้างอิมแพ็คต่อแฟนบอลไม่น้อย โดยดาวเตะชาวฮอลแลนด์ย้ายจาก ไฟเยอโนร์ด ทีมในลีกบ้านเกิดมาสวมเสื้อ “ไอ้ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ในซีซัน 2004-2005 ลงเล่นให้ไอ้ปืนใหญ่ไปถึง 8 ฤดูกาล ทำได้ถึง 132 ประตูรวมทุกรายการ จนกระทั่งในซีซัน 2012-2013  ฟาน เพอร์ซี่ ตัดสินใจย้ายมาค้าแข้งในถิ่น โอลด์ ทราฟฟอร์ด ด้วยค่าตัว 22.5 ล้านปอนด์แบบช็อคแฟนบอล เพราะถึงแม้ ปีศาจแดง กับ ไอ้ปืนใหญ่ จะไม่ได้เป็นคู่อริที่มีประวัติศาสตร์กันมายาวนาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคของ “เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน” กับ “อาร์แซน เวงกอร์” ทั้งสองทีมนี้ถือเป็นคู่แข่งชิงชัยกันมานับสิบปี ทำให้ไม่เคยมีนักเตะของทั้งสองทีม ย้ายข้ามฝั่งกันมานานมาก จนกระทั่งเกิดดีลของ ฟาน เพอร์ซี่ นั่นเอง

แอชลีย์ โคล (Ashley Cole), อาร์เซนอล ไป เชลซี, ปี 2006

          อีกหนึ่งตำนาน “จูดาส” ในโลกฟุตบอล ดาวเตะทีมชาติอังกฤษเริ่มเส้นทางสายลูกหนังด้วยการเป็นลูกหม้อที่เติบโตกับทีมเยาวชนของ “ไอ้ปืนใหญ่” อาร์เซนอล  ก่อนจะได้รับโอกาสขึ้นชุดใหญ่อย่างเต็มตัวในปี 2001  

โคล ลงสนามรับใช้ อาร์เซนอลไปถึง 228 นัดรวมทุกรายการ ก่อนทีในซีซัน 2006-2007 เขาจะขยี้หัวใจสาวก “เดอะ กันเนอร์ส” ด้วยการย้ายมาค้าแข้งกับคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ที่ยินดีทุ่มค่าเหนื่อยก้อนโตให้เขา ส่วน อาร์เซนอล ถูกบีบจนจำใจขาย แอชลีย์ โคล ด้วยราคาเพียงแค่ 5 ล้านปอนด์เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทุกครั้งเมื่อ แอชลีย์ โคล กลับไปเยือนทีมเก่า เขามักจะถูกแฟน ๆ ต้อนรับด้วยการรุมโห่รวมถึงขว้างปาข้าวของลงมาสนามไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม

อองตวน กรีซมันน์ (Antoine Griezmann), แอตเลติโก้ มาดริด ไป บาร์เซโลนา, ปี 2019

            แม้ดาวเตะดีกรีแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 จะไม่ได้สร้างวีรกรรมบี้หัวใจแฟนบอลเท่ากับหลายรายก่อนหน้า แต่ก็ถือว่าแข้งทีมชาติงฝรั่งเศสรายนี้ “จบไม่สวย” กับต้นสังกัดเก่าอย่าง “ตราหมี” แอตเลติโก้ มาดริด เท่าไหร่นัก  โดย กรีซมัน ย้ายจาก เรอัล โซเซียดาด มาร่วมทัพ ตรามี ในซีซั่น 2014-2015 ก่อนจะระเบิดฟอร์ดโหดด้วยการลงเล่น 257 นัด ซัดไป 133 ประตูในทุกรายการ ก่อนจะย้ายไปทำตามความฝันยังถิ่น คัมป์นู ด้วยค่าตัวถึง 120 ล้านยูโร ในปี 2019 แต่หลังจากที่ดาวเตะชาวฝรั่งเศสเก็บข้าวของย้ายออกจากทีมได้ไม่นานก็มีการแฉว่า กรีซมัน กับ บาร์เซโลนา ได้ติดต่อเจรจากันอย่างลับ ๆ มาก่อนหน้านี้นานแล้ว แถมกรีซมันยังเตี๊ยมกับเจ้าบุญทุ่มด้วยว่าให้มาติดต่อขอซื้อตนหลังจากวันที่ 1 ก.ค. 2019 เพราะค่าฉีกสัญญาจะลดลงจาก 200 ล้านปอนด์ เหลือเพียง 120 ล้านปอนด์ เมื่อข่าวแพร่ออกไป แฟนบอลตราหมีรับไม่ได้ถึงกับเผารูปกรีซมันและยังทำลายป้ายที่สลักชื่อดาวเตะชาวฝรั่งเศสบริเวณหน้าสนาม ว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน่ อีกด้วย

โรนัลโด้ R9 (Ronaldo R9), บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด, อินเตอร์ มิลาน และ เอซี มิลาน

            หากการย้ายไปเล่นให้กับทีมคู่ปรับเพียงแค่ครั้งเดียวดูธรรมดาไป  ยอดนักเตะฟ้าประทานเจ้าของฉายา “The Phenomenon” หรือที่แฟนบอลไทยเรียก “โล้นทองคำ” เคยย้ายทีมแบบสะเทือนใจแฟนบอลไปถึง 2 ครั้ง

โดย ศูนย์หน้าชาวบราซิลเลี่ยนย้ายจาก พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น มาเล่นให้กับ บาร์เซโลนา ในฤดูกาล 1996-1997 ก่อนที่เจ้าตัวจะย้ายข้ามประเทศไปเล่นให้กับ “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน ตั้งแต่ปี 1997-2002 ก่อนที่จะเป็น “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด คว้าตัวมาร่วมทัพในปี 2002-2007 และก็เป็น “ปีศาจแดงดำ” เอซีมิลาน คว้าตัวไปร่วมทีมในปี 2006-2008 แม้จะเคยค้าแข้งอยู่กับสโมสรที่เป็นคู่ปรับกันถึง 4 แห่ง แต่ โรนัลโด้ ก็ไม่ได้ถูกจัดเป็นนักเตะ “จูดาส” หรือคนทรยศในสายตาแฟนบอลเท่าไหร่นัก อาจเป็นเพราะไม่ใช่การย้ายทีมโดยตรง และที่สำคัญคือช่วงพีคในการอาชีพการค้าแข้งของเขาก็อยู่ได้ไม่นานนัก เพราะปัญหาระเบียบวินัยและอาการบาดเจ็บ

คาร์ลอส เตเบซ (Carlos Tevez), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มา แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ปี 2009

            ดาวยิงชาวอาร์เจนไตน์ ย้ายจาก “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ไปอยู่กับ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2007 และถือเป็นกำลังสำคัญช่วยให้ยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ประสบความสำเร็จทั้งการคว้ามแชมป์ลีกและแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในปี 2008 แต่ทว่าหลังจบซีซั่น 2008-2009 เตเบซ ก็ไม่อยู่ในแผนการทำทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งเขาก็ไม่พอใจมาก ประกอบกับ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี กำลังอุดมไปด้วยเม็ดเงินมหาศาลจากกลุ่มทุนตะวันออกกลาง  เตเบซ จึงแก้เผ็ดปีศาจแดงด้วยการย้ายไปอยู่ แมนเชสเตอร์ ซิตี อริร่วมเมืองด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ พร้อมฟันค่าเหนื่อยถึงสัปดาห์ละ 150,000 ปอนด์ แม้การย้ายของ เตเบซ ในครั้งนี้จะไม่ได้สร้างอิมแพ็คต่อฟอร์มการเล่นโดยรวมของปีศาจแดงมากนัก แต่การที่หนึ่งในนักเตะชุดคว้าถ้วย แชมเปียนส์ลีก ปี 2008 ย้ายไปอยู่ทีมคู่ปรับร่วมเมืองก็คงช็อคสาวก เรด อาร์มมี ไม่มากก็น้อย 

Picture – researchgate, daznservices, ruadajudiaria, cachefly, premierleague, worldnews, thesun, whoateallthepies

Worayudh Pornprasert

บทความที่เกี่ยวข้อง