เราเห็นอะไรบ้าง จากพรีเมียร์ลีก 8 นัดแรก? - TheMacho
 127
เราเห็นอะไรบ้าง จากพรีเมียร์ลีก 8 นัดแรก?

แรกเริ่มเดิมที อยากจะเขียนถึง “เจอร์เก้น คลอปป์” ที่ครบรอบ 4 ปีคุมลิเวอร์พูลซะหน่อย แต่ลืมไปว่าเขียนเนื้อหาใจความ สิ่งที่เขาเข้ามาเปลี่ยนแปลง “หงส์แดง” ไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย. (ใครอยากย้อนไปอ่าน “Doubter to Believer 3 ปีครึ่งพิสูจน์คำคลอปป์” >> คลิกที่นี่เลย <<)

ศึกพรีเมียร์ลีก 2019/20 ผ่านไปแล้ว 8 นัด พร้อมกับสิ่งน่าสนใจหลายสิ่ง
(Source : Premier League)

งั้นก็เลย หันมาพูดกันถึงภาพรวมของพรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้กันดีกว่า เพราะตอนนี้ ก็ผ่านไปแล้ว 8 จาก 38 นัด หรือราวๆ 1 ใน 5 ของซีซั่น และมันก็มีเรื่องราวเซอร์ไพรส์​ เกิดขึ้นไม่น้อยเลย มาลองดูกันหน่อย ว่ามีอะไรน่าสนใจให้พูดถึงบ้าง

ชัยชนะ 8 นัดรวดของหงส์แดง

ความร้อนแรง เก็บชัยชนะได้ 8 นัดรวดในซีซั่นนี้ สร้างสถิติให้ลิเวอร์พูล ชนะต่อเนื่องในลีกถึง 17 นัด หากนับต่อเนื่องจากปลายซีซั่นที่แล้ว เหลืออีกเพียงนัดเดียว จะทำสถิติทาบสถิติ 18 นัดรวด ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำไว้ในซีซั่น 2017/18

“เจอร์เก้น คลอปป์” กับการคุมทีมครบ 4 ปี ซึ่งตอนนี้เขามีทีมที่พร้อมท้าทายแชมป์ลีกเต็มที่
(Source : Liverpool FC)

แน่นอนว่าชัยชนะในแต่ละนัด เกิดจากการปรับจูนทีมที่เข้าขารู้ใจมากขึ้น หลัง “เจอร์เก้น คลอปป์” ตัดสินใจไม่เสริมตัวที่มีผลกระทบหลัก กับทีมชุดใหญ่เลย (ขออนุญาตไม่นับอาเดรียน ที่ตอนแรกเจตนาซื้อมาแค่เป็นแบ็คอัพ แทนมินโญเล่ต์)

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ “หงส์แดง”​ เขี้ยวลากดินมากขึ้น โดยเฉพาะในการขึ้นเกม และครองเกม บอลสั้นสลับยาว และการชิงเล่นจังหวะชิ่งในพื้นที่แคบๆ ถูกเน้นหนักมากขึ้น เพื่อหนีจากแนวรับของคู่แข่ง ที่เตรียมตัวมาเจอพวกเขา แบบระแวดระวังเต็มที่

2 แบ็คของหงส์แดง ตัวแปรสำคัญในการขึ้นเกม และเล่นเกมรุกอันดุดัน
(Source : Premier League)

บอลจากด้านข้าง และการขึ้นเติมเกมของ 2 ฟูลแบ็ค ดูมีความหลากหลาย และเต็มไปด้วยพละกำลัง หากนัดไหนคุณปล่อยให้ เทรนท์-อาโนลด์ และโรเบิร์ตสัน เล่นได้สะดวก ทีมของคุณมีสิทธิ์ถูกน็อคเอาได้ง่ายๆ

นอกจากนั้น เกมเพรสซิ่งของทีม ยังคงมีความสำคัญ แม้จะไม่ถึงกับดุดันทุกนัดเหมือนสมัยก่อน แต่มันยังเป็นการเล่นเกมรับตั้งแต่แดนหน้า ที่ยอดเยี่ยมอยู่เหมือนเคย เช่นเดียวกับการเก็บบอลจังหวะ 2 ซึ่งเป็นไม้เด็ดของคลอปป์ หากวันไหน ลิเวอร์พูลเก็บบอล 2 ได้เยอะ วันนั้นพวกเขาจะควบคุมเกมได้เบ็ดเสร็จ

“อาเดรียน” ผู้รักษาประตูสำรอง ที่แม้จะเป็นมวยแทน แต่ก็โชว์ฟอร์มได้เยี่ยม
(Source : TEAMtalk)

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าทัพ “หงส์แดง” จะไม่มีจุดอ่อนเลย หยิบมาพูดที่สำคัญ อย่างแรกหนีไม่พ้น เกมรับที่ยังคงเสียประตูอย่างต่อเนื่อง โดยซีซั่นนี้จาก 8 นัด เก็บคลีนชีตได้แค่ 2 นัด และทั้ง 2 นัดที่ว่า เป็นเกมนัดเยือนทั้งหมด

ผลงานของอาเดรียน เท่าที่ลงสนามแทนอัลลิซงมา ถือว่าทำได้ดีกว่าที่หลายคนคาด ดังนั้น ความรับผิดชอบในการเสียประตู คงต้องพูดไปถึงรูปแบบการป้องกันที่ยังไม่แน่น รวมถึงการยืนตำแหน่งของแนวรับ และการปิดบอลทะลุสู่แดนหน้าของคู่แข่ง ซึ่งยังเป็นการบ้านที่คลอปป์ต้องแก้ไขต่อไป

ฟาน ไดค์ และฟาบินโญ่ 2 นักเตะสำคัญ ที่ถูกใช้งานต่อเนื่อง แทบไม่ได้พักเลย
(Source : Squawka)

อย่างถัดไป หนีไม่พ้นเรื่องของความฟิต และอาการบาดเจ็บ เพราะนักเตะหลายคนเล่นติดๆ กันจนล้า และออกอาการมาแล้ว อย่างฟาน ไดค์ หรือฟาบินโญ่ จนส่งผลให้ประสิทธิภาพการเล่นลดลง ในบางช่วงบางตอน

ยังไม่รวมถึงเรื่องกำลังสำรอง ถ้ามีอาการบาดเจ็บ ยกตัวอย่างง่ายๆ คุณนึกถึงใครถ้าเทรนท์-อาโนลด์ หรือโรเบิร์ตสันเจ็บ? คำตอบตอนนี้คือ โกเมซ กับมิลเนอร์ ซึ่งรู้สึกได้ทันทีว่าประสิทธิภาพในเกมรุก มันจะลดลง

ปัญหาแนวรับ และการโรเตชั่นของเรือใบสีฟ้า

คู่แข่งแย่งแชมป์สำคัญของ “หงส์แดง”​ หนีไม่พ้น “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งผ่าน 8 นัดแรกไป พวกเขาทำแต้มตกหล่นถึง 8 แต้ม แบ่งเป็นการเสมอสเปอร์ ในบ้าน และการพ่ายทีมกลุ่มล่างอย่างนอริช และวูล์ฟ อย่างพลิกล็อค

“เรือใบสีฟ้า” ของ “เป๊บ กวาดิโอล่า” ทำแต้มหล่นรวดเร็วกว่าที่คาดไว้
(Source : BBC)

ปัญหาหนักอกของ “เป๊บ กวาดิโอล่า” ที่เราทุกคนเห็นได้ชัด คือเรื่องของเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ พวกเขาเสียกอมปานีไป แต่ไม่ซื้อใครเพิ่ม แล้วสุดท้ายตัวหลักอันดับ 1 อย่างลาปอร์ต ก็มาเจ็บยาว สโตนส์ก็เจ็บตามไปอีก เหลือเพียงแค่โอตาเมนดี้ คนเดียว

อาการเจ็บยาวของลาปอร์ต ทำให้แมนฯ ซิตี้ เสียหายเป็นอย่างมาก
(Source : Sky Sports)

แรกเริ่ม การถอยเอาแฟร์นันดินโญ่ ที่มีประสบการณ์เข้ามาช่วย ก็ดูจะทำให้โอตาเมนดี้ ดูนิ่งขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่า การจับคู่ของสองนักเตะอเมริกาใต้ มามีปัญหาเรื่องการสอดประสาน และความเร็ว ดูอย่างนัดล่าสุด โอตาเมนดี้เข้าบอลวืดวาด พอหลุดแล้ว แฟร์นันดินโญ่ ก็ตามไปซ้อนไม่ไหว

หลังเบรกทีมชาติ พวกเขาลุ้นได้เซ็นเตอร์อาชีพ อย่างสโตนส์กลับมา แต่กับรูปแบบการเล่นที่พวกเขาดันสูงเป็นกิจวัตร ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ช่องโหว่ในเกมรับ จะถูกปิดได้ดีแค่ไหน

“เควิน เด บรอยน์” จอมทัพคนสำคัญ ที่ซิตี้ขาดไปทีไร ออกอาการทุกที
(Source : Goal.com)

ภัยแฝงอีกอย่างของซิตี้ กลับกลายเป็นเกมรุก ที่ไม่ได้มาสม่ำเสมอทุกนัด นักเตะที่พวกเขาขาดไม่ได้เลยคือ “เควิน เด บรอยน์” ที่ซีซั่นนี้ ทำไปแล้ว 9 แอสซิสต์

2 นัดที่พวกเขาพ่ายต่อทีมรองบ่อนกว่า ทั้งนัดเสียท่านอริช ที่เป๊บจับ เด บรอยน์ โรเตชั่นพัก ส่วนนัดล่าสุดที่ช็อคพังคาบ้านต่อวูล์ฟ จอมทัพทีมชาติเบลเยี่ยม ก็ไม่ได้ลงสนาม เพราะได้รับบาดเจ็บ

เด บรอยน์ ไม่ได้มีความเร็วปรู๊ดปร๊าด เหมือนแนวรุกคนอื่น แต่เขามี “จังหวะเกม” ที่เหนือกว่านักเตะคนอื่น ทั้งการเปลี่ยนสปีดเกม, เปลี่ยนรับเป็นรุก หรือการผ่านบอลในพื้นที่สุดท้าย ที่มีทั้งสั้น-ยาว หวังผลได้เสมอ

“แซร์โจ้ อเกวโร่” และ “ราฮีม สเตอร์ลิ่ง” 2 แนวรุกคนสำคัญ ที่ต้องเรียกฟอร์มที่สม่ำเสมอกว่านี้
(Source : Premier League)

ในฐานะที่ซิตี้ ต้องตาม 8 แต้ม อย่างรวดเร็ว เป๊บ และลูกทีม คงทำได้แค่โฟกัสในเกมของตัวเองก่อน และเล่นให้แน่นอนขึ้นทั้งเกมรุกและรับ โดยเฉพาะกับเกมที่ต้องเจอหงส์แดง ในเดือน พ.ย.

หากพวกเขา กลับมาคว้าชัยได้ต่อเนื่อง ความกดดันที่ผลักกลับไป อาจทำให้ลิเวอร์พูลเสียศูนย์ และออกอาการเหมือนซีซั่นที่แล้ว ที่การนำ 7 แต้ม กลับเป็นความผิดหวังในท้ายที่สุด

ไก่เดือยทอง และปีศาจแดง ไม่สู้ดี

2 ทีมใหญ่ที่ตะกุกตะกักมากที่สุด หนีไม่พ้น “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทั้งคู่อยู่เพียงอันดับ 9 และ 12 ตามลำดับ และแพ้ไปแล้วถึงทีมละ 3 นัด

สเปอร์ พ่ายบาเยิร์นคาบ้านใน UCL มา 2-7 ต่อด้วยบุกไปโดนไบรท์ตันสอย 0-3
(Source : Sky Sports)

ปัญหาที่ทั้ง 2 ทีมมีเหมือนกัน คือเรื่องของ “แรงจูงใจ” นักเตะหลายคนในทีม ขาดความกระตือรือร้น ส่งผลต่อรูปแบบเกมที่พวกเขาเคยสร้างสรรค์ มลายหายไปหมด

สเปอร์ มีนักเตะที่พร้อมย้ายออกจากทีมเต็มไปหมด อีริคเซ่น, แฟร์ทองเก้น และอัลเดอร์ไวเรล อยู่ในสัญญาปีสุดท้าย และดูไม่มีท่าทีจะต่อออกไป

ซีซั่นนี้ ดู “เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่” ขาดความมุ่งมั่นอย่างเห็นได้ชัด ในแววตา
(Source : Metro)

นักเตะที่เริ่มไม่มีความสุข และหวุดหวิดจะย้ายออกจากทีม ก็ยังอยู่กับทีมหลายราย ทั้งโรส, วานยาม่า,​ ดายเยอร์, โอริเย่ หรือแม้แต่ตัวกุนซือ “เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่” เอง ที่ปีที่แล้วเคยเปรยว่า อาจจะอำลาสเปอร์ หากทีมคว้าแชมป์ UCL สำเร็จ

นอกเหนือจากแรงจูงใจที่หดหายไปอย่างเห็นได้ชัด รูปแบบการสร้างสรรค์เกมของพวกเขา ยังลดน้อยถอยลงไปอีกด้วย บอลจากแบ็คด้านข้างก็เงียบหาย จังหวะขึ้นเกมรวดเร็วจากแดนกลางก็ขาดประสิทธิภาพ กลายเป็นว่า ทีมจากนอร์ธลอนดอน มีเพียงจังหวะฉาบฉวยของเคน และซน เท่านั้น

“แฮร์รี่ มาไกวร์” ถูกแมนฯ ยู ทุ่มทุนซื้อมาเสริมเกมรับให้กับทีมในซีซั่นนี้
(Source : 90min)

ไม่ต่างกันกับยูไนเต็ด แม้จะมีการเสริมวาน-บิสซาก้า และแม็คไกวร์ เพื่อขันน็อตเกมรับที่มีปัญหา แต่ในแดนกลาง และแนวรุก ที่พวกเขาปล่อยลูคาคู กับอเล็กซิสไป กลับไม่ได้เสริมคนที่ถูกที่ควร เข้ามาเติมเต็มแทน

รูปแบบการขึ้นเกมของยูไนเต็ดจึงช้า และเคลื่อนที่น้อยกว่าที่ควรเป็น ยิ่งกับอาการบาดเจ็บของป็อกบา และมาร์กซิยาล บวกกับฟอร์มที่ยังไม่กลับมาของลินการ์ด และแรชฟอร์ด ทุกสิ่งทุกอย่างจึงดูสะดุดไปเสียหมด

“โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์” กดดันอย่างหนัก และถูกยกขึ้นเป็นเต็งต้นๆ ที่จะถูกปลด
(Source : Sky Sports)

ไม่น่าแปลก ที่อัตราต่อรองการโดนปลดของโอเล่ และพอช จะถูกปรับให้เป็นตัวเต็งลำดับต้นๆ จะมีเก้าอี้ร้อนกว่าพวกเขา ก็แค่มาร์โก ซิลวา ของเอฟเวอร์ตัน เท่านั้นแหละ

ทีมระดับกลาง ยกระดับขึ้นมา

ไม่มีเกมที่ง่ายเหมือนปลอกกล้วย ในพรีเมียร์ลีกอีกต่อไป หลากหลายทีมระดับกลาง ยกระดับขึ้นมาได้ดี และมีหลายทีมพร้อมท้าทาย Top 6 อย่างจริงจัง

เลสเตอร์ สร้างผลงานได้ดีต่อเนื่องจากซีซั่นก่อน โดยเฉพาะฟอร์มเฉียบของแมดดิสัน
(Source : Forbes)

แรกเริ่มเดิมที มีเลสเตอร์, วูล์ฟ และเอฟเวอร์ตัน เป็น 3 ทีม ที่ถูกคาดว่า จะขึ้นมาท้าทาย Top 6 ได้ แต่ท้ายที่สุด มีเพียงลูกทีมของ “เบรนแดน รอดเจอร์ส” ที่พิสูจน์ว่า พวกเขายกระดับตัวเองขึ้นมามาก ด้วยรูปแบบการเล่นที่สมดุล รับแน่น เล่นจังหวะฉาบฉวยได้ดี

ส่วนเอฟเวอร์ตัน คงต้องหาโมเมนตั้มสำคัญกลับมาเก็บชัยชนะให้ได้ก่อน วูล์ฟเอง แม้จะพึ่งล้มแมนฯ ซิตี้ มา แต่พวกเขายังต้องการความต่อเนื่องกว่านี้ เมื่อต้องกรำศึกยูโรป้า ลีก ไปพร้อมกัน

“รอย ฮอดจ์สัน” กุนซือขรัวเฒ่า ที่ยังคงทำผลงานกับพาเลซได้ดี ในทรัพยากรที่มี
(Source : 90min)

นอกเหนือจาก 3 ทีมที่ว่า หลายทีมก็ทำผลงานได้ดี ทั้งคริสตัล พาเลซ ของปู่ “รอย ฮอดจ์สัน” ที่เล่นเกมรับได้เหนียวแน่น, เบิร์นลี่ย์ ที่เล่นเกมในบ้านได้ดี ดุดัน หรือเวสต์แฮม ที่แม้จะยังคาดเดายาก แต่ลูกทีมของเปเยกรินี่ ก็โกยแต้มมาได้ไม่น้อยเลย

ยังไม่รวมถีงทีมที่มีรูปแบบการเล่นที่น่าสนใจ อย่างไบรท์ตัน ที่หันมาเล่นบอลด้วยเท้า นับตั้งแต่ “เกรแฮม พ็อตเตอร์” มาคุมทีม หรือบอลแพ็คเกมเหนียวแน่น สปิริตแน่น อย่างเชฟฯ ยู ก็ยากต่อการเอาชนะ

ระยะพิสูจน์ตัวเอง กำลังเริ่มขึ้น

2 ทีมที่เข้าข่ายอยู่ในระยะพิสูจน์ตัวเอง หลังเริ่มทำผลงานได้น่าสนใจ หนีไม่พ้น “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี และ “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล นั่นเอง

“แฟรงก์ แลมพาร์ด” กำลังปรับจูน และทำให้เชลซีมีทรงเกมรุกที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
(Source : Planet Football)

“แฟรงค์ แลมพาร์ด” ปรับจูนเชลซี ที่มีดาวรุ่งผสมกับตัวเก๋าได้ลงตัวขึ้นเรื่อยๆ รูปแบบเกมรุกของพวกเขาน่าสนใจ เมาท์ และอับราฮัม ก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลัก และทำผลงานได้โดดเด่น

ฝั่งเพื่อนร่วมเมืองลอนดอน อย่างอาร์เซน่อล ของ​ “อูไน เอเมรี่” แม้จะยังต้องลุ้นหนัก ในการได้ผลการแข่งขันแต่ละนัด แต่ก็เริ่มเห็นทรงของทีมที่ดีขึ้นตามลำดับ

โอบาเมย็อง ยังคงเป็นตัวความหวัง เสริมด้วยดาวรุ่งน่าสนใจอย่างเจ้าหนูซาก้า
(Source : Metro)

สิ่งที่เชิดหน้าชูตาได้ชัดเจนในซีซั่นนี้ คือเหล่าดาวรุ่งของทีม ที่เริ่มสอดแทรกเข้ามาสู่ทีมชุดใหญ่ ในเรื่องการพังประตู โอบาเมย็องยังคงไว้ใจได้ แม้ตัวสนับสนุนอย่างลากาเซ็ตต์ จะเจ็บออดๆ แอดๆ และเปเป้ ยังไม่สามารถพิสูจน์ความคุ้มค่า กับค่าตัวก้อนใหญ่ ก็ตาม

อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญของทั้งเชลซี และอาร์เซน่อล หนีไม่พ้นเรื่องของแนวรับ ซึ่งต้องดูกันต่อไป ว่าทั้ง 2 ทีมจะปรับปรุงมันได้ดีแค่ไหน

เชลซี ยังคงสลับแผนหลัง 4 และ 3 เพื่อหาจุดลงตัว โทโมรีขึ้นมาเป็นตัวหลัก และเล่นได้แข็งแกร่ง เพียงแต่คู่ขาของเค้า ยังต้องยกระดับฟอร์มขึ้นมาให้ได้ดีกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นซูม่า, คริสเตียนเซ่น หรือรูดิเกอร์ ที่ยังไม่หายเจ็บซักที

ซีซั่นที่ 2 ของ “อูไน เอเมรี่” ยังคงมีปัญหาเรื่องเกมรับให้ต้องปรับปรุงอยู่เหมือนเคย
(Source : BBC)

ฝั่งปืนใหญ่ อูไนโดนโจมตีตลอด ว่าไม่ยอมเสริมเซ็นเตอร์ฮาล์ฟคุณภาพเข้ามา ก็ต้องฝากความหวังไปกับลุยซ์ และโซคราติส แต่อย่างน้อยพวกเขาก็เห็นแนวโน้มที่ดี จากการกลับมาของโฮลดิ้ง และแชมเบอร์ส รวมถึงแบ็คที่หายเจ็บอย่าง เทียร์นี่ และเบเยริน ซึ่งน่าจะช่วยให้อะไรดีขึ้นบ้าง

การห้ำหั่นกันในพรีเมียร์ลีก คงจะลุ้นกันสนุก และใช้ทุกสิ่งมาฟาดฟันกันสนุกแน่นอน
(Source : Forbes)

ท้ายที่สุดแล้ว ผลงาน 8 นัดแรกของแต่ละทีม จะสะท้อนให้เห็นแนวโน้มของระยะทางที่เหลือ หรือจะเป็นแค่ภาพลวงตา ก็ไม่อาจมีใครทราบได้ เพราะยังเหลืออีกตั้ง 30 นัด ที่ต้องต่อสู้กันอย่างดุเดือด ไปอีกกว่า 7 เดือนเต็ม

แต่ละทีมมีหน้าทีทำผลงานของตัวเองให้ดีที่สุด และมาดูว่าเมื่อจบ 38 นัด แล้วพวกเขาจะไปอยู่ที่ตรงไหนบนตารางคะแนน ส่วนแฟนบอลอย่างเราๆ ท่านๆ ก็มีหน้าที่เชียร์กันต่อไป และต้องเชียร์แบบมีสติกันด้วยนะครับ

Picture : BBC, Metro, Planet Football, 90min, Forbes, Sky Sports, Premier League, Goal.com, Squawka, TEAMtalk, Liverpool FC

rocketseer

ทำงานเกม-ติดเกมบ้าง | บ้าบอล-เป็น The KOP | บ้าดูหนัง-มีเพจหนัง | บ้ากิน-มีพุงแล้วเนี่ย!

บทความที่เกี่ยวข้อง