Movie Review : Free Solo การพิชิตผาสูงด้วยมือเปล่ากับชีวิตที่ฝากไว้บนปลายนิ้วและปลายเท้า - TheMacho
 71
Movie Review : Free Solo การพิชิตผาสูงด้วยมือเปล่ากับชีวิตที่ฝากไว้บนปลายนิ้วและปลายเท้า

Free Solo คือ หนังสารคดีม้ามืดที่สามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขาสารคดียอดเยี่ยมในปี 2019 ไปครองท่ามกลางคู่แข่งสุดหินอย่าง Minding the Gap, Of Fathers and Sons และ RBG แน่นอนว่าไม่ใช่แค่คำวิจารณ์ที่ดีเยี่ยมแต่มันยังเป็นหนังสารคดีที่ทำเงินไปได้ถึง 21 ล้านเหรียญฯ หลังออกฉาย

ที่มาของชื่อ Free Solo นั้นหมายถึงการปีนเขาแบบไม่ใช้เชือกและอุปกรณ์ป้องกันการตก มือเพียงสองมือ สองเท้ากับแป้งอีกถุงเป็นเครื่องมือสำหรับพาคนใจกล้าปีนจากพื้นดินไปสู่ยอดเขาด้วยมือเปล่า พูดได้ว่าการปีนแบบนี้จะต้องมีความชำนาญอย่างมากและต้องมีความกล้าบ้าบิ่นอยู่ในตัวพอสมควรเพราะความพลาดเพียงน้อยนิดเท่ากับการจบชีวิตลงทันที

หนังเล่าเรื่องราวของ อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ (Alex Honnold) หนุ่มนักปีนเขาคนดังวัย 33 ปีที่ตระเวนไปทั่วโลกเพื่อพิชิตผาสูงชันด้วยมือเปล่า แต่คราวนี้เขาต้องการจะก้าวข้ามขีดความสามารถตัวเองไปอีกขั้นด้วยการปีนผาเอล แคพพิทาน (El Capitan) กับความสูง 3,200 ฟุต ที่ใฝ่ฝันมานานแต่ไม่เคยกล้าพอจะลงมือทำสักที

ขึ้นชื่อว่าเป็นสารคดีบางคนเห็นแล้วก็อยากจะถอยหนี เพราะเรามีภาพจำว่าสารคดีต้องมาพร้อมกับความน่าเบื่อ ชวนหลับยามเปิดดู แต่ระยะเวลา 96 นาทีของหนังเรื่องนี้กลับดำเนินไปอย่างกลมกล่อม ควรทุกรสที่เรื่องหนังหนึ่งจะพึ่งมี ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องสุดเร้าใจฝีมือสองผู้กำกับ เอลิซาเบธ ไช (Elizabeth Chai) และ จิมมี่ ชิน (Jimmy Chin), แรงบันดาลใจอันท่วมท้นที่ส่งออกมาหาคนดูนอกจอ, งานภาพสุดตระการตา ไปจนถึงการตัดต่อลำดับเรื่องราวที่ทำให้คนดูต้องน้ำตารื้นถึงเบื้องหลังความอุตสาหะของฮอนโนลด์ล้วนแต่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนังสารคดีเรื่องนี้เข้ามาครองใจได้ทั้งคนดูและนักวิจารณ์

ngthai

ช่วงแรกหนังเริ่มด้วยการพาเราไปรู้จัก อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ เกี่ยวกับการเป็นคนดังของเขา ตัดสลับกับภาพชีวิตประจำวันอันแสนธรรมดาที่ยังใช้ชีวิตกินนอนอยู่บนรถตู้คันเก่า ไร้ซึ่งคนรักและความกังวลต่าง ๆ มีเพียงแค่ผาสูงชันเป็นคู่ทุกข์คู่ยากและเป็นความสุขเพียงหนึ่งเดียวที่เขาพึงมี

เขาดูเป็นชายหนุ่มผอมแห้งต่างจากจินตนาการที่เคยวาดว่าหุ่นเขาต้องดูแข็งแรง บึกบึ่นกว่านี้สำหรับการอดรั้นทนกับความสูงชันบนผาสูงได้หลายชั่วโมง แถมยังอารมณ์ขันอย่างไม่น่าเชื่อ

เรารู้สึกโชคดีที่ยังไม่ได้หาข้อมูลก่อนเข้าไปดูเท่าไหร่นัก เพราะหนังจะค่อย ๆ เปิดเผยว่าตัวละครเป็นใคร เดินเข้ามาสู่เส้นทางนี้ได้อย่างไร และเขาต้องแบกรับอะไรไว้บ้างนอกจากความกลัว ทุกอย่างจะค่อย ๆ พาเราคุ้นเคยไปกับตัวละครจนถึงช่วงที่เอาใจช่วยเสมือนเขาเข้ามาเป็นคนรู้จักอีกคนหนึ่งของเราไปโดยปริยาย

ngthai

ความพิเศษอีกอย่างของหนังสารคดีเรื่องนี้ คือ การไม่ได้เสนอแค่มุมของฮอนโนลด์เพียงอย่างเดียว แต่หนังยังให้ทีมงานเบื้องหลังเข้ามาบอกเล่าถึงความกดดันของการทำงานครั้งนี้ด้วย เพราะไม่ใช่แค่ความยากง่ายของการถ่ายทำแต่มันเป็นประสบการณ์ชวนสติแตกของคนจ้องมองความเสี่ยงของคนอื่นอย่างใกล้ชิด

สองผู้กำกับ จิมมี่ ชิน และ เอลิซาเบธ ไช ตลอดจนเหล่าทีมงานบันทึกภาพต่างก็เป็นนักปีนเขาอาชีพ แต่พวกเขาไม่เพียงต้องตามติดฮอนโนลด์ตลอด 4 ชั่วโมงของการปีนผาอันบ้าบิ่นเท่านั้น แต่เพื่อบันทึกการเคลื่อนไหวของฮอนโนลด์ให้ได้ทุกมุมมอง พวกเขาจึงต้องปีนผาไปพร้อมเขาด้วยกล้องสำหรับจับมือเดียว

ESPN Front Row

ตรงนี้คุณจะได้เห็นความเครียดของทีมงานที่ต้องแบกไว้บนบ่าไม่แพ้กับตัวฮอนโนลด์เลย เพราะความผิดพลาดเพียงน้อยนิดอาจเป็นส่วนหนึ่งให้ฮอนโนลด์เสียชีวิตลงได้ ซึ่งระยะเวลาถ่ายทำกว่าสองปีนั้นทางทีมงานและตัวฮอนโนลด์เองก็ค่อนข้างรู้สึกผูกพันธ์กันพอสมควรจะเห็นได้ในหลายฉากที่เขาพูดคุยกับทีมงานอย่างเป็นกันเองมากกว่าเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน

นอกจากนั้นหนังยังแสดงให้เห็นชีวิตของฮอนโนลด์ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปไม่ว่าจะการรับผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตหลังจากไม่เคยใส่ใจมัน  และทำให้รู้ว่าผู้ชายคนนี้เริ่มมีเป้าหมายที่จะกลัวตายเพื่อใครสักคน หลังจากก่อนหน้านั้นผลการแสกน CT Scan พบว่าสมองส่วนกระตุ้นให้เกิดความกลัวของเขานั้นแทบไม่มีเหมือนคนอื่นเลย

documentary

หลายคนมองว่าการการกระทำของเขาเป็นการลนหาที่ตาย นักวิจารณ์เองก็มองว่าเป็นการโอ้อวดความสามารถอย่างไร้สติที่สร้างความเสื่อมเสียให้วงการ โดยยกรายชื่อนักปีนผามากมายที่ต้องจบชีวิตให้กับความพยายามนี้  

แต่เขาและคนอื่นๆ กลับมองว่ามันเป็นการแสดงออกถึงทักษะการปีนเขาอันบริสุทธิ์เต็มร้อย เพราะแก่นแท้ของการปีนผาคือการเอาชนะขุนเขาด้วยสมรรถนะทางร่างกายและจิตใจที่เหนือกว่าการใช้อุปกรณ์ช่วยเหลืออย่างอื่นเพื่อพาตัวเองไปสูงจุดสูงสุด

เราจะรู้เรียนว่าการปีน Free Solo ของฮอนโนลด์มันไม่ใช่แค่ใช้ความบ้าดีเดือดอย่างเดียวถึงสามารถประสบความสำเร็จได้ แต่เขาต้องผ่านการฝึกฝนและเรียนรู้ด้วยตัวเอง จนเกิดความรอบคอบในระดับที่เขาก็วางใจได้ว่าเขาจะไม่พลัดตกลงมาตายเหมือนดั่งที่คนอื่นกลัวว่าจะเกิดขึ้นกับเขาสักวัน

ngthai

ในระยะเวลาที่ผ่านมาแม้เขาจะเคยลองปีนผาที่เอล แคพพิทาน แบบใช้เชือกมาแล้วร่วมสิบครั้งจนทำให้รู้เหลี่ยมรู้มุม รู้ทิศทางของการปีนเป็นอย่างดีว่าจุดไหนจะขยับมือ ขยับเท้า ขยับขาอย่างไร

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ทะนงตัว การฝึกซ้อมครั้งใหม่เขายังคงจดทุกรายละเอียดที่พบเจอลงบนสมุดบันทึกการปีนเขาและค่อย ๆ หาวิธีแก้ปัญหาไปทีละเปาะ ราวกับการค่อย ๆ ผูกเงื่อนให้แข็งแรง มั่นคง ทั้งร่างกายและจิตใจจนกระทั่งพร้อมที่จะส่งตัวเองออกไปแตะความสูงระดับ 3,200 ฟุตได้อย่างใจหวัง

Free Solo จึงไม่ใช่แค่สารคดีที่ชวนให้คนดูรู้สึกลุ้นระทึก แต่มันยังเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีที่ยืนยันได้ว่าการเป็นคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่สามารถพิชิตยอดเขาเอล แคพพิทานด้วยเพียงสองมือกับรองเท้าปีนเขาคู่เก่งไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

ngthai

Source :1|2|3

Suthamat
The girl with flowers tattoo

บทความที่เกี่ยวข้อง