กุนซือที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างสุดเซอร์ไพร์สในพรีเมียร์ลีก - TheMacho
 43
กุนซือที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างสุดเซอร์ไพร์สในพรีเมียร์ลีก

ในประวัติศาสตร์ของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ห้วงที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์ที่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนบอลอยู่เสมอ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการประกาศแต่งตั้งผู้จัดการทีมเข้ามาทำหน้าที่ในสโมสร

ไม่ว่าจะเป็นทีมใหญ่ หรือทีมเล็ก ต่างก็เคยมีประสบการณ์ในการจ้างกุนซือแบบชนิดที่คอลูกหนังคาดไม่ถึงมาแล้ว และบรรดาโค้ชเหล่านี้ ทำให้เราได้เห็นว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ในวงการลูกหนังลีกสูงสุดเมืองเมืองผู้ดี

Source : rednbluearmy

1. อัตติลิโอ ลอมบาร์โด (คริสตัล พาเลซ ปี 1998)

ลอมบาร์โด ย้ายจาก ยูเวนตุส มาค้าแข้งกับ พาเลซ ในฤดูร้อนปี 1997 หลังจากพลพรรค “ดิ อีเกิลส์” ได้เลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีก โดยปีกชาวอิตาเลียน ประเดิมนัดแรกของเขาอย่างสวยหรูด้วยการซัดประตูใส่ เอฟเวอร์ตัน

อย่างไรก็ตาม ลอมบาร์โด โชคร้ายได้รับบาดเจ็บ และต้องพักไปนานหลายเดือน และในช่วงเวลานั้น พาเลซ ผลงานเริ่มไม่ค่อนดี มาร์ค โกลด์เบิร์ก เจ้าของสโมสรคนใหม่ จึงมีความคิดที่อยากเปลี่ยนแปลง หรือทดลองอะไรที่แปลกใหม่ดูบ้าง

โกลด์เบิร์ก ตัดสินใจปลด สตีฟ คอปเปลล์ กุนซือ พาเลซ ในเวลานั้น ออกจากตำแหน่ง หลังพาทีมแพ้ เชลซี 6-2 พร้อมแต่งตั้ง ลอมบาร์โด เป็นผู้จัดการทีมชั่วคราวแทน โดยมีอดีตนักเตะชาวสวีเดนอย่าง โทมัส บลอริน เป็นผู้ช่วยฯ และล่าม

 ในเกมแรกของการเป็นกุนซือ ลอมบาร์โด นำ พาเลซ เอาชนะ นิวคาสซฺล ได้อย่างยอดเยี่ยม จากนั้นในเดือนเมษายนปี 1998 เขาก็ก้าวลงจากตำแหน่ง และย้ายกลับไปเล่นที่บ้านเกิดกับ ลาซิโอ

Source : fourfourtwo

2. อลัน พาร์ดิว (นิวคาสเซิ่ล ปี 2010)

แม้ คริส ฮิวจ์ตัน จะพา นิวคาสเซิล กลับมาสู่พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2010/11 ได้สำเร็จ แต่ในช่วงต้นเดือนธันวาคม  “สาลิกาดง” อยู่อันดับ 11 ในตารางคะแนน และสโมสรออกแถลงการณ์อ้างถึงความปรารถนาที่จะจ้างคนมีประสบการณ์เข้ามาคุมทีม

อย่างไรก็ตาม ไม่กี่วันต่อมา สาวก “ทูน อาร์มี่” ต้องเจอกับข่าวช็อก หลังจากที่สโมสรประกาศแต่งตั้ง อลัน พาร์ดิว ซึ่งกำลังคุมทีม “นักบุญ” เซาธ์แฮมป์ตัน ในศึกลีก วัน เข้ามาคุมทัพแทน ฮิวจ์ตัน ด้วยสัญญายาว 5 ปีครึ่ง

ในช่วงเวลา 4 ปี ของ พาร์ดิว ในถิ่นเซนต์ เจมส์ ปาร์ก นั้น เขาเคยพา นิวคาสเซิล จบถึงอันดับ 5 ในตารางคะแนนในซีซั่น 2011/12 พร้อมกับคว้าตำแหน่งผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของลีก จากนั้นในปีต่อมาเขาพาทีมเข้าถึงรอบรองชนะเลิศศึกยูโรป้า ลีก อีกด้วย

Source : wpengine

3. เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ (เซาธ์แฮมป์ตัน ปี 2013)

ไนเจล เอ็ดกิ้นส์ ประสบความสำเร็จอย่างมากกับ เซาท์แธมป์ตัน ในเวลา 2 ปีครึ่ง โดยกุนซือชาวอังกฤษ พลพรรค “นักบุญ” ก้าวขึ้นจากลีก วัน ไปเล่นในพรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จ แต่ในเดือนมกราคมปี 2013 เขาพาทีมลงไปอยู่ในโซนตกชั้น ทำให้สโมสรตัดสินใจแต่งตั้ง โปเช็ตติโน่ มาคุมทีมแทน

ขณะเดียวกัน ลอว์รี่ แม็คเมเนมี่ อดีตผู้จัดการทีม เซาท์แธมป์ตัน ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า “ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง โปเช็ตติโน่ เขารู้อะไรเกี่ยวกับ เซาท์แธมป์ตัน บ้าง และเขารู้อะไรเกี่ยวกับฟุตบอลพรีเมียร์ลีก บ้าง”

อย่างไรก็ตาม เทรนเนอร์อาร์เจนไตน์ สร้างเซอร์ไพร์ส ด้วยการพา เซาท์แธมป์ตัน หนีจากโซนตกชั้นไปจบอันดับ 8 ในตารางคะแนนในฤดูกาลแรกของเขา พร้อมกับพา “นักบุญ” สร้างสถิติเก็บคะแนนสูงสุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรนับตั้งแต่ปี 1992/93

Source : cloudfront

4. สเวน โกรัน อิริคสัน (แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปี 2007)

       เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ทักษิณ ชินวัตร เทคโอเวอร์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สำเร็จ เขามีเป้าหมายอยู่ในใจคือ ทำให้ “เรือใบสีฟ้า” กลายสโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และในการทำเช่นนั้น เขาต้องการผู้จัดการทีมระดับบิ๊กเนม และ อิริคสัน ก็ถูกดึงตัวเข้ามา  

กุนซือชาวสวีเดน ตกลงที่จะรับตำแหน่งในเงื่อนไขในการเข้ามาคุมทีม แมนฯซิตี้ และพวกเขาต้องใช้เวลาอย่างมากในตลาดนักเตะ โดยอดีต นรม. ของไทย ตัดสินใจทุ่มเงินราว ๆ 30 ล้านปอนด์ สำหรับเซ็นสัญญากับผู้เล่นใหม่ 8 ราย มาเสริมทัพ

สิ่งต่าง ๆภายใน แมนฯซิตี้ เริ่มมีเค้าลางที่ดีขึ้น พวกเขาเก็บชัยชนะรวดใน 3 เกมแรก รวมถึงเอาชนะคู่แข่งร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงต้นเดือนธันวาคมปี 2007 ได้ แต่จากนั้น “เรือใบสีฟ้า” เริ่มฟอร์มตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมที่พ่าย มิดเดิ้ลสโบรช์ 1-8 เป็นฉนวนสำคัญทำให้ อิริคสัน โดนปลดในเวลาต่อมา

Source : mirror

5. แฮร์รี่ เร็ดแนปป์ (เซาธ์แฮมป์ตัน ปี 2004)

เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม พอร์ตสมัธ หลังจากทะเลาะกับ มิลาน แมนดาริค ประธานสโมสร เร็ดแนปป์ ก็สร้างความช็อกให้กับแฟนบอล “เดอะ ปอมปีย์” ด้วยการโยกไปคุมทีมอริร่วมเมืองอย่าง เซาแธมป์ตัน ที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้น

กุนซือชาวอังกฤษ ดูเหมือนจะมีความในใจว่า ตัวเองจะพา เซาแธมป์ตัน อยู่รอดในพรีเมียร์ลีก ได้ หลังจากที่เขาให้สัมภาษณ์หลังเข้ารับตำแหน่งว่า “ผมไม่เคยพาทีมตกชั้นเลย และผมก็ไม่ได้คิดจะทำแบบนั้นในเวลานี้”

อย่างไรก็ตาม สิ่งต่าง ๆ ไม่ดีอย่างที่ เร็ดแนปป์ คิดไว้ เขาถูกบังคับให้ขาย เจมส์ บีทตี้ กองหน้าตัวเก่ง ให้กับ เอฟเวอร์ตัน และจุดตกต่ำสุดก็มาถึง เมื่อเขาพาพลพรรค “นักบุญ” พ่าย พอร์ตสมัธ ทีมเก่า 1-4 จนต้องจมอยู่ในโซนตกชั้น

หลังจบฤดูกาล เซาแธมป์ตัน ตกชั้นจากลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในรอบ 27 ปี ของสโมสร และ เร็ดแนปป์ ยอมกลืนน้ำลายตัวเองด้วยการอำลาทีม และกลับไปคุมทีมเก่าอย่าง พอร์ตสมัธ อีกครั้ง

Source : fourfourtwo

6. เปาโล ดิ คานิโอ (ซันเดอร์แลนด์ ปี 2013)

ดิ คานิโอ เป็นตัวเลือกที่น่าประหลาดใจในการเข้าไปคุมทีม ซันเดอร์แลนด์ แทนที่ของ มาร์ติน โอนีลล์ ในช่วงปลายเดือนมีนาคม ปี 2013 แม้ว่า ยอดดาวยิงชาวอิตาเลียน จะประสบความสำเร็จในการพา สวินดอนขึ้นไปเล่นในลีก วัน ได้สำเร็จก็ตาม

กุนซือจากแดนมะกะโรนี ไม่เคยคุมทีมในพรีเมียร์ลีก นอกจากนี้ เขายังมาพร้อมกับบคุลิกที่มุทะลุดุดัน และมักแสดงออกเกี่ยวกับความคิดเห็นทางการเมืองอยู่เสมอ จนส่งผลให้ เดวิด มิลิแบนด์ รองประธานสโมสร ซันเดอร์แลนด์ ต้องแสดงความรับผิดชอบแทนเขาด้วยการลาออก

ดิ คานิโอ เริ่มต้นด้วยการปลูกฝังวินัยที่เข้มงวดให้กับนักเตะ ซันเดอร์แลนด์ รวมถึงตั้งกฎระเบียบเรื่องอาหารการกิน อาทิ ห้ามผู้เล่นกินซอสมะเขือเทศ และมายองเนส

อย่างไรก็ตาม ความเผด็จการของ ดิ คานิโอ ไม่ส่งผลดีต่อผลงานในสนาม ซันเดอร์แลนด์ เก็บได้เพียง 8 คะแนน จาก 7 เกม ก่อนที่เขาจะโดนไล่ออกในเวลาต่อมา

ภาพประกอบ : rednbluearmy.co.uk, fourfourtwo.com,eplindex.com, planetfootball.com,mirror.co.uk

Che Navapun

บทความที่เกี่ยวข้อง