“Doubter to Believer” 3 ปีครึ่งพิสูจน์คำคลอปป์ - TheMacho
 117
“Doubter to Believer” 3 ปีครึ่งพิสูจน์คำคลอปป์

หากถามถึงคารมคมคาย และการพูดที่น่าฟังแล้ว ในปัจจุบัน ไม่มีใครตั้งข้อสงสัยกับ “เจอร์เก้น คลอปป์” แน่นอน เพราะคำพูดที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ผลงานที่เขาได้ก่อร่างสร้างขึ้นมายังเป็นเครื่องวัดผลได้อย่างดี

แต่ถ้าย้อนกลับไปในช่วงเดือน ต.ค. 2015 ที่นายใหญ่เมืองเบียร์เข้ามารับงานคุมลิเวอร์พูลครั้งแรก ตอนนั้น ทั้งสื่อ แฟนบอล และผู้เกี่ยวข้องกับหงส์แดงทั้งหมด ยังไม่แน่ใจกับคำพูดเหล่านั้นของเขา เกินกว่าความรู้สึกแค่ว่า “มันน่าจะดีขึ้น” นับจากสโมสรแยกทางกับแบรนแดน ร็อดเจอร์ ไป

เจอร์เก้น คลอปป์ ในการแถลงข่าวเปิดตัวคุม “หงส์แดง”​ ลิเวอร์พูลเมื่อ ต.ค. 2015

การสัมภาษณ์ชุดแรกของคลอปป์ มีคำพูดที่น่าสนใจ เป็นที่น่าจดจำอยู่หลายคำ ทั้งการเรียกตัวเองว่า “นอร์มอล วัน” เมื่อถูกถามเปรียบเทียบกับโชเซ่ มูรินโญ่, การเปรียบเทียบลิเวอร์พูลว่าเป็น “ทีมที่พิเศษ” เหมาะสมกับสไตล์ที่เขาจะช่วยให้ก้าวไปข้างหน้า หรือการประกาศพาทีมคว้าแชมป์ภายใน 4 ปี ถ้าไม่งั้นขอหนีไปคุมทีมในสวิสดีกว่า

แต่นอกเหนือจากคำพูด คำคมทั้งหมด มันมีประโยคสั้นๆ แต่โดดเด่น น่าสนใจ กับประโยคที่ว่า “ต้องเปลี่ยน Doubter เป็น Believer” หรือ “ต้องเปลี่ยนผู้คนที่สงสัย ให้กลายเป็นผู้เชื่อมั่น”

ฟังเมื่อตอนนั้นมันทรงพลังดีครับ มันสัมผัสได้ถึงความจริงใจ และสิ่งที่ “หงส์แดง” ตอนนั้นกำลังต้องการ แต่ถามว่าจะทำได้มั้ย? ยังไม่อาจมีใครตอบได้

แบรนแดน รอดเจอร์ส อดีตกุนซือที่โดนปลดหลังคุมทีมซีซั่น 2015/16 ได้เพียง 8 นัดในลีก

พูดถึง “หงส์แดง”​ ในเวลานั้น ร็อดเจอร์คุมทีมในซีซั่น 2015/16 ได้เพียงแค่ 8 นัด โดยทีมจมอยู่อันดับ 10 แพ้ทั้งเวสต์แฮมคาบ้าน 0-3 และบุกไปแพ้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-3 แบบรูปเกมสู้ไม่ได้ ความมั่นใจทุกคนหดหาย รูปแบบการเล่นก็เริ่มตื้อตัน

สิ่งแรกที่คลอปป์ต้องทำเร่งด่วนคือการทำให้นักเตะในทีม “เชื่อ” เสียก่อน เพราะการเปลี่ยนแปลงระหว่างฤดูกาล ไม่มีเวลาให้ตั้งหลักกันนานหรอก มีเพียงช่วงเบรกทีมชาติ ซึ่งมาคั่นกลางอยู่ ก่อนคลอปป์จะต้องพาทีมไปเยือนเกมหนักกับสเปอร์

มาดการคุมทีมข้างสนามนัดแรกกับลิเวอร์พูล ในการเยือนสเปอร์

แม้สกอร์แมทช์แรกอย่างเป็นทางการของคลอปป์ จะจบลงด้วย 0-0 แต่อัตราการเล่นของเหล่านักเตะหงส์แดงแตกต่างออกไปชัดเจน วันนั้นนักเตะชุดสีแดงวิ่งด้วยระยะทางรวม 16 กิโลเมตร มากกว่านัดที่มากที่สุดในซีซั่นนั้นของบีร็อด ถึง 4 กิโลเมตร นักเตะจอมขยันอย่างอดัม ลัลลาน่า ยังแทบลมจับเมื่อโดนเปลี่ยนตัวออก

การปรับให้ทีมเล่นเกเก้นเพรสซิ่งในนัดแรก เล่นเอาทุกคนแทบจะลมจับ

แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า จากรูปแบบที่เปลี่ยนไปอย่างปัจจุบันทันด่วน แต่อย่างน้อยในแววตา และความทุ่มเทที่นักเตะแสดงออกมาในวันนั้น มันเริ่มทำให้ทุกคนได้เห็นความเป็น “ผู้เชื่อมั่น” ออกมาบ้างแล้ว ก้าวแรกของคลอปป์กับนักเตะ จึงถือว่าเริ่มต้นได้ไม่เลว

แต่กับแฟนบอลล่ะ? แม้แฟนบอลหงส์แดงจะเปิดกว้าง และเชื่อมั่นว่าคลอปป์จะเข้ามาเปลี่ยนทีมให้ดีขึ้น แต่จากความผิดหวังจากฤดูกาลที่ผ่านมา ต่อเนื่องกับฟอร์มการเล่นของทีมยังลุ่มๆ ดอนๆ (บุกไปชนะเชลซี, แมนฯ ซิตี้ แต่ก็แพ้คาบ้านกับพาเลซ และแพ้นิวคาสเซิล) ยังส่งผลในความรู้สึกลึกๆ

แมทช์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ “ความเชื่อ”​ กับแฟนบอล คือแมทช์ที่หงส์แดงเปิดบ้านพบกับเวสต์บรอมวิช ที่แม้ทีมจะขึ้นนำไปก่อนจากจอร์แดน เฮนเดอร์สัน แต่ก็โดน WBA ยิง 2 ลูก และกำลังจะพ่ายแพ้คาบ้านอีกนัด

คลอปป์พานักเตะขอบคุณแฟนบอลที่เหลืออยู่ หลังทีมตามตีเสมอ WBA 2-2 ในนาทีสุดท้าย

ด้วยความเชื่อมั่นที่ยังไม่เต็มเปี่ยม หรือด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ แฟนบอลหงส์แดงส่วนหนึ่ง เดินออกจากแอนฟิลด์ในช่วงเวลากำลังจะหมด ก่อนที่หงส์แดงจะสามารถตีเสมอได้ในวินาทีสุดท้าย (เมื่อทดเวลาไปเกิน 5 นาทีแล้ว) จากดิว็อก โอริกี

หลังจบเกม คลอปป์ออกมาสัมภาษณ์ชัดเจน ว่ารู้สึกไม่สบายใจเลย ที่มีแฟนบอลที่เดินออกจากสนามก่อนหมดเวลา ทั้งๆ ที่ทีมยังคงพยายามเต็มที่เพื่อจะพลิกสถานการณ์กลับมา เขาคาดหวังให้แอนฟิลด์เป็นสถานที่ที่น่าเกรงขาม และหวังให้เหล่า ”เดอะ ค็อป” ทุกคนเป็นส่วนสำคัญตรงนี้

คลอปป์ปรับปรุงผลงานทีมได้ดีขึ้น แฟนบอลก็พร้อมสนับสนุนตามคำขอ อย่างนัดที่พลิกชนะดอร์ทมุนด์

แฟนบอลตอบรับคำขอของคล็อปป์อย่างดี เขาเองก็ตอบแทนกลับด้วยฟอร์มทีมที่ดีขึ้น แม้ในลีกจะพาทีมจบเพียงอันดับ 8 แต่ในฟุตบอลถ้วยแล้ว เขาพาทีมเข้าชิงถึง 2 รายการ ลีก คัพ พ่ายให้กับซิตี้ในการยิงจุดโทษ และกับยูโรป้า ลีก ที่แพ้เซบีญ่า 1-3 อย่างน่าเสียดาย

ฤดูกาลแรกของคลอปป์จบด้วยการไร้แชมป์ และไม่ได้ไป UCL เพราะพ่ายในนัดชิงยูโรป้า ลีก

แม้จะจบซีซั่นแรกด้วยมือเปล่า พลาดหวังจะคว้าตั๋วไป UCL แถมจบแค่อันดับ 8 อันดับต่ำกว่าเซาแธมป์ตัน หรือเวสต์แฮม เสียอีก แต่ “ความเชื่อ” กลับก่อตัวขึ้นอย่างที่ไม่เห็นมาในหลายขวบปี

กับ “แฟนบอล” ไม่รู้เพราะความยอดเยี่ยมในการเล่นที่สู้ไม่ถอย หรือความมหัศจรรย์ที่ทีมพลิกกลับมาน็อคดอร์ทมุนด์ตกรอบ เดอะ ค็อป ไม่เคยออกจากสนามก่อนหมดเวลาอีกเลย พร้อมกับเอ็นจอยอารมณ์ร่วมกับคลอปป์ทุกครั้ง ที่ทีมต้องการ

อารมณ์ร่วมของนักเตะที่ไม่ต้องบรรยาย หลังอดัม ลัลลาน่า ยิงประตูนาทีสุดท้ายให้ชนะนอริช 5-4

กับ “นักเตะ” แม้ข้อผิดพลาดจะยังมีให้เห็น แต่นักเตะทุกคนเริ่มเข้าใจหน้าที่ และรูปแบบการเล่นของคลอปป์ พวกเขาทุ่มเทเต็มที่ในสนาม และมีความฮึกเหิมในห้องแต่งตัวที่เงียบเหงามานาน

กับ “บอร์ดบริหาร” พวกเขาเห็นแพสชั่นที่หาได้ยากจากผู้จัดการคนอื่น และสัมผัสได้ทันทีว่าคลอปป์คือคนที่เหมาะสมสำหรับทีมในระยะยาว กลุ่มเฟนเวย์ หรือ FSG จึงไม่ลังเลใจ เสนอขยายสัญญากับคลอปป์ยาวนานถึง 6 ปี ทั้งๆ อยู่กับทีมมาได้ยังไม่ครบปี

แม้จะไร้แชมป์ และจบแค่อันดับ 8 แต่ FSG ก็มั่นใจ พร้อมขยายสัญญา 6 ปีกับคลอปป์ และทีมงาน

เมื่อ “ความเชื่อ” เริ่มชัดเจน ข้อสงสัยต่อแทคติกและรูปแบบการเล่น เริ่มน้อยลง ทีมก็เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น คลอปป์ทำงานกับทีมซื้อ-ขายได้ชัดเจนขึ้น เขาได้นักเตะที่อยากจะได้เข้ามา ผ่องถ่ายนักเตะที่ไม่ใช้งานในราคาที่เหมาะสมขึ้นกว่าแต่ก่อน ช่วยให้ทีมกลับมามีตัวเลขบวกในการซื้อ-ขายในซีซั่น 2016/17 แม้จะซื้อซาดิโอ มาเน่ และจินี่ ไวจ์นาดุม มาในราคารวมกันเกิน 50 ล้านปอนด์

หลังพาทีมกลับไปเล่น UCL ได้สำเร็จ จากการจบอันดับ 4 ในซีซั่น 2016/17 “ความเชื่อ” เริ่มกลายเป็น “ความคาดหวัง” ที่ก่อตัวสูงขึ้น ทุกคนคาดหวังว่า 2017/18 จะเป็นซีซั่นที่แฟนเฝ้ารอคอย แต่หนทางมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น

ความพ่ายแพ้แบบยับเยินต่อสเปอร์ 1-4 ทำให้ “ความเชื่อ” ของคลอปป์ ถูกตั้งคำถามอีกครั้ง

แม้ทีมจะผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม UCL จากการเพลย์ออฟผ่านทีมแกร่งอย่างฮอฟเฟ่นไฮม์ แต่ก็เริ่มต้นในลีกได้ไม่ค่อยจะดีนัก โม ซาล่าห์ นักเตะใหม่เริ่มยิงประตูได้ต่อเนื่อง แต่ทีมก็บุกไปพ่ายซิตี้ (0-5) และสเปอร์ (1-4) อย่างยับเยิน จนเริ่มมีการตั้งข้อสงสัย ว่าลิเวอร์พูลจะท่าดีทีเหลวอีกครั้ง

คลอปป์ไม่นิ่งนอนใจ ที่จะปลุก “ความเชื่อ” ให้กลับมาอีกครั้ง โดยการปลุกพลังนักเตะให้กลับมาฮึดสู้ และเล่นให้แน่นอนมากขึ้น ทั้งในพรีเมียร์ลีก และ UCL ที่หวังจะผ่านรอบคัดเลือกไปให้ได้

ฟอร์มที่ดีขึ้น และเกมรุกที่เริ่มร้อนแรง จนเป็นที่มาของ “3 ประสาน” ที่ร้อนแรงที่สุด

ภายในลีก นับจากพ่ายให้กับสเปอร์แบบขาดลอย หงส์แดงกลับมาเล่นได้ดีขึ้น และไม่แพ้ทีมไหนอีกถึง 14 นัด แม้จะยังมีปัญหากับทีมที่เล่นรับต่ำ แต่เกมรุกก็เริ่มติดเครื่อง จนเป็นที่มาของ “3 ประสาน” ซาล่าห์-มาเน่-ฟิร์มิโน่ ที่เล่นได้เข้าขา รู้ใจ ยิงประตูระเบิด

นอกเหนือจากการสร้างรูปแบบการเล่นที่เร้าใจ และมีเกมรุกที่น่าตื่นตาตื่นใจ คลอปป์ยังแสดงให้เห็นถึงการเป็นศูนย์กลาง และทำให้นักเตะ “เชื่อมั่น” ในตัวเอง และทีม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการจัดการ และพัฒนา แอนดี้ โรเบิร์ตสัน, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาโนลด์ และอเล็กซ์ อ๊อกเลด-แชมเบอร์เลน ให้กลายเป็นกำลังสำคัญของทีมในภายหลัง

แอนดี้ โรเบิร์ตสัน หนึ่งในนักเตะที่คลอปป์ให้ความชัดเจน จนเชื่อมั่น และยกระดับฝีเท้าได้สุดยอด

ใน UCL เอง หงส์แดงก็เริ่มเก็บชัยสวยๆ อย่างการชนะมาริบอร์ และสปาร์ตัค มอสโก ขาดลอยถึง 7-0 ผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ไปต้อนตือปอร์โต้ได้ด้วยสกอร์ 5-0 สร้างความหวังลึกๆ ว่าหงส์แดงอาจจะไปได้ถึงสุดทาง หลังจากไม่เคยเข้าถึงรอบ 8 ทึมสุดท้ายมานาน 8 ปี

สมาธิ และ “ความเชื่อ” ทั้งหมด ถูกทุ่มไปที่เกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายกับ “เรือใบสีฟ้า” ในฐานะที่เกมรุกกำลังเข้าฝัก และพวกเขาคือทีมเดียวในตอนนั้น ที่ล้มซิตี้ได้ในพรีเมียร์ลีก (ก่อนที่ ตอนท้ายซีซั่นซิตี้ไปแพ้แมนฯ ยู อีกนัดนึง)

บรรยากาศที่แอนฟิลด์ และฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม ทำให้หงส์แดงล้มซิตี้ได้อีกครั้งใน UCL

แล้ว “หงส์แดง” ก็ทำได้สำเร็จ ผ่านซิตี้ของเป๊บ กวาดิโอล่า ยอดทีมประจำซีซั่นลงได้ โดยคีย์หลักสำคัญ หนีไม่พ้นบรรยากาศที่หมดสิ้น “ความสงสัย” ในแอนฟิลด์ เป็นหนึ่งค่ำคืนยุโรปที่น่าจดจำ ก่อนที่เหล่าเดอะ ค็อป จะสร้างมันอีกครั้งในนัดปราบ “หมาป่า” โรม่า 5-2

แม้ท้ายที่สุด คลอปป์ต้องกลายเป็น “เจ้าพ่อพระรอง” อีกครั้ง จากการพ่ายแพ้เรอัล มาดริด ไปอย่างเจ็บปวดทั้งกาย และใจ แต่อย่างน้อย ประกาย “ความเชื่อ” ที่เขาพยายามจุด ก็จุดติด และทุกคนก็พร้อมขึ้นเขาลงห้วยกับเขา ไม่ว่าทีมจะล้มอีกซักกี่ครั้ง

ความปราชัยมาดริดที่เคียฟเจ็บปวด แต่มันก็ทำให้รู้ว่า “หงส์แดง” ยกระดับตัวเองขึ้นมามาก

ทิศทาง “ความเชื่อ” ของสโมสร ยังคงดำเนินไปพร้อมกับคลอปป์อย่างต่อเนื่อง ระหว่างที่ทุกคนยังทำใจอยู่กับการพลาดหวังจากแชมป์บิ๊กเอียร์สมัยที่ 6 สโมสรได้ทำการปิดดีลฟาบินโญ่ หนึ่งในมิดฟิลด์ตัวรับเนื้อหอมจากโมนาโก ได้สำเร็จ รวดเร็วหลังนัดชิงไม่กี่วัน

หลังผิดหวังใน UCL ได้ไม่กี่วัน ทีมก็แสดงความมุ่งมั่น ด้วยการเซ็นฟาบินโญ่ แบบสายฟ้าแลบ

เท่านั้นยังไม่พอ คลอปป์และทีมซื้อ-ขาย ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง ด้วยการทุ่มเงินเป็นสถิติโลกในตำแหน่งผู้รักษาประตู เพื่อสอยอลิสซง เบ็คเกอร์ มาร่วมทีม (ต่อมาสถิติโดนทำลายในไม่กี่วันโดยเกปา) ทั้งๆ ที่ทีมพึ่งทุ่มสถิติโลกในตำแหน่งกองหลังกับเวอร์จิล ฟาน ไดค์ เมื่อตอน ม.ค. ไปหยกๆ

เวอร์จิล ฟาน ไดค์ และอลิสซง เบ็คเกอร์ 2 นักเตะค่าตัวแพง แต่คุ้มค่าอย่างไม่ต้องสงสัย

และอย่างที่ทุกคนทราบกับซีซั่นที่ผ่านมา “หงส์แดง” ของเจอร์เก้น คลอปป์ ยังคงสานต่อ “ความเชื่อมั่น” ได้เหมือนเคย… ไม่ซิ.. มันยิ่งกว่าที่เคยเป็น และมัน “ไร้ที่ติ” เลยแหละ!

การเสริมตัวของคลอปป์ผลิดอกออกผลทันที นักเตะที่รู้สึกว่าราคามหาศาลอย่างฟาน ไดค์ หรืออัลลิซง ใช้เวลาแค่ซีซั่นเดียวพิสูจน์ให้เห็นว่า “คุ้มทุกเพนนี” เช่นเดียวกับฟาบินโญ่ หรือนาบี เกอิต้า ที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าพวกเขาจะเป็นอนาคตของสโมสรต่อไป

แม้จะใช้เวลาปรับตัว แต่ฟาบินโญ่ และนาบี เกอิต้า ก็เริ่มพิสูจน์ถึงความคุ้มค่าในระยะยาว

รูปแบบการเล่นแม้จะไม่โหดเหี้ยม และเดินหน้าฆ่ามันเหมือนซีซั่นที่แล้ว แต่ประสิทธิภาพยังคงอยู่ในระดับสูง คลอปป์ทำให้ทีมเติบโตขึ้น รู้จักเล่นเพื่อผลมากขึ้น ในขณะที่ความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ ก็กลายเป็นคาแรกเตอร์ของทีมหนแล้วหนเล่า

หลายนัดกับ “ความเชื่อ” ว่าทีมต้องทำได้ อย่างการเฉือนเอฟเวอร์ตันในวินาทีสุดท้าย

แม้ท้ายที่สุดแล้ว 97 แต้ม จะยังไม่อาจบรรลุ “เป้าหมายสูงสุด” อย่างตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่เชื่อเถอะ ว่าไม่มีผู้คนที่เกี่ยวข้องกับสโมสรคนไหน ที่จะยอมแพ้ และคิดว่าทีมจะไม่มีโอกาสลุ้นอีกในปีถัดๆ ไป

บนความผิดหวังของทุกคน มีแววตา “ความเชื่อ” อยู่เต็มเปี่ยม นับจากนี้.. ความเชื่อที่ว่านี้ ไม่ต้องไปหาข้อพิสูจน์ที่ไหนไกล เพราะคำตอบมันอยู่ในนัดชิงชนะเลิศ UCL กับสเปอร์นั่นเอง

นัดชิงที่กรุงมาดริด อาจจะไม่ได้หวือหวา หรือเต็มไปด้วยปฏิหาริย์แบบอิสตันบูล แต่มันคือ “ความเชื่อ” และพลังในการเล่นเพื่อเป็นแชมป์ของพลพรรคหงส์​แดงที่ชัดเจน ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งมันมาจากองค์ประกอบที่ร่วมสร้างด้วยกันมา

แชมป์เปียนส์ ลีก สมัยที่ 6 ไม่หวือหวา ไม่ปฏิหาริย์ แต่เป็นการเล่นที่มั่นคงต่อชัยชนะ

ลองนึกย้อนไปเล่นๆ ว่าถ้าวันนั้น FSG เกิดเลือกคาร์โล อันเชล็อตติ แทนที่จะเป็นคลอปป์ มันจะเป็นยังไงกันนะ?

เราอาจจะได้แชมป์เร็วขึ้น เราอาจจะมีนักเตะเกรดเทพค่าตัวแพงมากขึ้น แต่ถามว่าเราจะมี “ความเชื่อ” ในทุกส่วนแบบนี้รึป่าว?… คำตอบชัดเจนในใจทุกคนว่า “ไม่”

3 ปีครึ่งพิสูจน์ชัดเจนแล้ว ว่าคลอปป์เปลี่ยน “ผู้สงสัย” เป็น “ผู้เชื่อมั่น” ได้

มันคงไม่มีวันได้พิสูจน์คำคม “We have to change from doubter to believer” ในวันนั้น และมันคงไม่มีวันที่เราจะดื่มด่ำ “จิตวิญญาณ” ของลิเวอร์พูล ได้มากมายขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เขา….

“บอสของเรา” เจอร์เก้น คลอปป์

Picture : Global News, Mirror, The Liverpool Offside, talkSPORT, Daily Mail, Evening Standard, IBTimes India, Football365, Sky Sports, Liverpool FC, The Anfield Wrap, The National, 90Min, Hindustan Times, Metro, Liverpool Echo, Stadium Astro, This is Anfield, Premier League

rocketseer

ทำงานเกม-ติดเกมบ้าง | บ้าบอล-เป็น The KOP | บ้าดูหนัง-มีเพจหนัง | บ้ากิน-มีพุงแล้วเนี่ย!

บทความที่เกี่ยวข้อง