รู้จักหนัง “Coming of Age” พร้อมลิสต์ 7 เรื่อง ที่คุณต้องดู! - TheMacho
 199
รู้จักหนัง “Coming of Age” พร้อมลิสต์ 7 เรื่อง ที่คุณต้องดู!

พูดถึง “หนังชีวิต” หลายคนมักจะร้องยี้ใส่ เพราะมักจะนึกกันไปถึงหนังแนวดราม่า ที่เต็มไปด้วยความซีเรียสจริงจัง ไม่ค่อยสื่อความบันเทิงให้กับผู้ชมเท่าไหร่ วันนี้ก็เลยอยากจะมาแก้ไขความคิดตรงนี้นิดนึง เพราะมันมีแง่มุมบางอย่างที่ทำให้ “หนังชีวิต” นั้นดูสนุกได้เหมือนกัน

Forrest Gump หนึ่งในหนังที่พิสูจน์ว่า หนังชีวิตไม่ได้ดราม่า น่าเบื่อ เสมอไป

ในฐานะคนที่ชื่นชอบการชม “หนังชีวิต” และมีหนังดีแล้วชอบบอกต่อ นอกเหนือจากการพยายามบอกว่า หนังประเภทนี้ไม่ได้มีแค่แนวดราม่าอย่างเดียว ส่วนผสมที่เป็นแนวคอมเมดี้, โรแมนติก หรือครอบครัว ก็มีปรุงเพิ่มเติมลงไปเช่นกัน ยังมีอีกไม้เด็ด ที่ผมมักจะใช้หว่านล้อมคนที่ไม่ชอบ นั่นคือคำว่า “Coming of Age”

ตามจริงแล้ว “Coming of Age” นั้นไม่ใช่แนวหนังซะทีเดียวครับ มันเป็นรูปแบบการเล่าเรื่องของหนังเสียมากกว่า โดยถ้าจะให้อธิบายกันแบบเข้าใจง่าย หนัง Coming of Age นั้นก็คือหนังที่ทำให้เราได้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ที่การเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาในชีวิต ทำให้ตัวละครนั้นเติบโต มีแนวคิด และมีวิธีการปรับตัวเมื่อเผชิญกับสิ่งเหล่านั้น

American Beauty เป็นอีกเรื่องที่ใช้เทคนิค Coming of Age ที่เด่นชัดเรื่องปัจจัยที่มากระทบ

ไอ้ที่บอกว่า Coming of Age ทำให้หนังนั้นน่าดูขึ้น เพราะถ้าหนังทำบทมาดี มันจะทำให้เราได้ทำความรู้จักตัวละคร เข้าใจมัน และรู้สึกสนุกที่ได้เห็นการเติบโตของตัวละคร เมื่อมีปัจจัยอะไรก็แล้วแต่เข้ามากระทบในชีวิต ไม่ว่าจะในแง่ดีหรือแง่ร้าย

ดังนั้นแล้ว “หนังชีวิต” ที่มีการใส่ความเป็น Coming of Age ที่ยอดเยี่ยม นอกจากจะทำให้หนังมีหลากหลายมุมให้สัมผัส ด้วยเพราะเรากำลังสืบค้นชีวิตของคนๆ นึง (ตัวละครน่ะแหละ) มันยังทำให้อารมณ์ในส่วนที่หนังอยากจะสื่อ ไปไกลกว่าที่เราควรรู้สึก จะดราม่า, คอมเมดี้, โรแมนติก และครอบครัว เราจะอินกับมันมากเป็นพิเศษ

Stand by Me หนัง Adventure ที่ความ Coming of Age ทำให้หนังสนุก และมีมิติมากขึ้น

ซึ่งเมื่อเราอินไปกับตัวละคร และเรื่องราวที่ถูกปูไว้ โอกาสที่เราจะอยากติดตามหนังเรื่องนั้นจนจบเรื่อง ก็ย่อมมากขึ้นตามไปด้วย

เมื่อเข้าใจคร่าวๆ เกี่ยวกับวิธีนำเสนอแบบ “Coming of Age” ไปแล้ว เลยอยากจะขออนุญาตแนะนำหนังแนวทางนี้ซัก 7 เรื่อง เพื่อจะได้เห็นตัวอย่างมากขึ้น และมีไกด์ไลน์ชัดขึ้น หากคุณสนใจ

Juno

Juno หนัง Drama ที่กลมกล่อมพอดี ช่วยให้คุณเรียนรู้ และเติบโตไปพร้อมตัวละคร

หนังปี 2007 เรื่องนี้ จะเป็นหนัง Coming of Age ที่ผมแนะนำเสมอ เพราะพื้นเพของหนังมีความเป็นหนังวัยรุ่นไฮสกูล ที่ใครก็เข้าถึงได้ แถมยังมีบทสนทนา และความเป็นคอมเมดี้ที่น่ารัก น่าติดตาม

“Juno” เล่าเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นหญิงที่ชื่อ “จูโน่” (รับบทโดยเอลเลน เพจ) ที่ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงไป เมื่อพบว่าเธอตั้งครรภ์จากความสัมพันธ์กับ “พอลลี่” (ไมเคิล เซร่า) การมีน้องทั้งที่ยังไม่พร้อม ทำให้จูโน่ต้องตัดสินใจว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปแบบไหน ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ง่าย แต่ก็มอบประสบการณ์ชีวิตที่ทุกคนรอบข้าง ต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน

ความ “พอดี”​ ของหนังเรื่องนี้ คือการถ่ายทอด Coming of Age ออกมาในรูปแบบย่อยง่าย และสมเหตุสมผล กับการตัดสินใจของตัวละครที่เปรียบเสมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป หนังไม่ได้มีความหวือหวาอะไรใส่ลงมา แต่กลับกัน ความเรียบง่ายที่สื่อสาร ทำให้เราจดจำหนังแบบไม่ลืมเลยทีเดียว

The Perks of Being a Wallflower

เคมีของ 3 นักแสดงหลัก ทำให้หนังกลมกล่อม และเห็นรูปแบบการเติบโตที่สื่อถึงกัน

เมื่อแนะนำแนวทางแบบ Juno มาแล้ว ก็อยากมาต่อด้วยเรื่องนี้ ซึ่งมีแบ็คกราวน์เป็นการ Coming of Age ของตัวละครวัยรุ่นเช่นกัน โดย “The Perks of Being a Wallflower” มีความเข้มข้นของตัวละครต่างๆ ขึ้นมาอีกนิด เป็นหนังที่ดีสำหรับใครที่ไม่นิยมหนังดราม่า แต่อยากลองเปิดใจชมดู

หนังเรื่องนี้รวบรวมนักแสดงวัยรุ่นที่ดังอยู่ในตอนนั้น (ตอนนี้ก็ยังดังนะ!) ทั้งโลแกน เลอร์แมน (Percy Jackson), เอ็มม่า วัตสัน (เฮอร์ไมโอนี่) และเอซร่า มิลเลอร์ (The Flash เวอร์ชั่นหนังของ DC) มารับบทนำของเรื่อง

หนังพูดถึง “ชาร์ลี” (เลอร์แมน) นักเรียนหน้าใหม่ชอบเก็บตัว ที่ต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ จนได้เจอกับแซม (เอ็มม่า) และแพททริค (เอซร่า) ซึ่งนอกจากจะทำให้ชาร์ลีได้เปิดโลกแห่งมิตรภาพ ยังพาเขาเติบโตไปกับคำว่าเพื่อน, ความรัก และการเป็นที่จดจำ ซึ่งไม่ต้องการจากใครมากมาย นอกจากตัวของเขาเอง

ความเพลิดเพลินของการชมหนังเรื่องนี้ อยู่ที่คาแรกเตอร์ของตัวละครที่จะทำให้เราหลงรัก มันมีสีสันแบบที่หนังวัยรุ่นชอบใส่เข้ามา แต่ก็มี “ความลึก” ในความเป็นไปของตัวละครที่ทำให้เราอยากติดตามชีวิต และการเติบโตของพวกเขาตั้งแต่ต้นจนจบ

Lady Bird

Lady Bird หนังระดับเข้าชิงออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ที่ดูสนุก และได้ข้อคิดเรียนรู้

หนังระดับเข้าชิงออสการ์ 5 รางวัลเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง บอกเล่าเรื่องราวของเด็กหญิงไฮสกูลที่เรียกฉายาตัวเองว่า “เลดี้ เบิร์ด” (เซียช่า โรแนน) เด็กที่ดูมีความเป็นขบถในตัว และอยากมีแนวทางชีวิตของตัวเอง เธอมีความคิดอยากจะหนีออกห่างเมืองที่ตัวเขาเองคิดว่าไร้สีสัน แต่เมื่อเธอได้เรียนรู้ชีวิตจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะครอบครัว ก็ยิ่งทำให้เธอรู้ว่า เธอรักชีวิตของตัวเองมากแค่ไหน

คุณภาพการแสดงของน้องเซียช่า ไม่เคยเป็นที่สงสัยอยู่แล้ว กับเรื่องนี้ ที่บทบาทไม่ได้หวือหวา แต่เธอสามารถถ่ายทอดให้มีน้ำหนักมากขึ้น และทำให้เราเชื่อว่าเธอคือตัวเดินเรื่องนั้นจริงๆ เราจะเห็นการเปลี่ยนไปของตัวละครที่พัฒนาขึ้นชัดเจน นอกเหนือจากความเพลิดเพลินในการติดตาม มันยังให้แง่มุมชีวิตที่เรานำไปใช้ได้ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนก็ตาม

Love, Simon

Love, Simon เกลี่ยความ Coming of Age ได้ดี โดยมีแบ็คกราวน์ของวัยรุ่น และเกย์ เป็นองค์ประกอบ

หนังคอมเมดี้ ดราม่า และมีความโรแมนติกไปในตัวเรื่องนี้ พึ่งเข้าฉายปีที่แล้วนี้เอง โดย “Love, Simon” ถือเป็นหนัง Coming of Age ที่ดี แม้ไม่มีไทม์ไลน์เรื่องที่ยืดยาว แต่ทำให้เราเข้าใจการพัฒนาของตัวละครได้ชัดเจน แถมมันยังเป็นหนังที่พูดถึงความเป็นรักร่วมเพศในแง่มุมที่พอดี แก่ความเข้าใจของทุกคน อีกด้วย

ตัวเอกของเรื่องชื่อ “ไซม่อน” (นิค โรบินสัน) นี่แหละ โดยไซม่อนเป็นเด็กไฮสกูลที่รู้ว่าตัวเองเป็นเกย์ แต่ไม่คิดจะเปิดเผยให้ใครรู้ แต่เมื่อมีเหตุที่ความลับนี้ถูกเผยแพร่ออกไปแบบไม่ทันตั้งตัว ไซม่อนจึงต้องเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่เขาคิดว่ามันต้องเลวร้ายแน่ๆ

นอกเหนือจากนิค โรบินสันแล้ว หนังเรื่องนี้ยังมี “แคทเธอรีน แลงฟอร์ด” นางเอกจากซีรีส์ดัง 13 Reasons Why มาร่วมแสดงด้วย พ่อและแม่ของไซม่อน ที่รับบทโดยจอช ดูฮัมเมล และเจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ ก็แสดงได้ดี และทำให้เราเห็นว่าครอบครัวสำคัญไม่น้อยเลยในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้

Boyhood

Boyhood เป็นหนัง Coming of Age ที่เน้นความสมจริง ด้วยการใช้เวลาถ่ายนาน 12 ปี

หลังแนะนำหนังวัยรุ่นที่ย่อยง่ายไปหลายเรื่องแล้ว ก็ขอแนะนำหนังที่มีเจตนาเล่นกับไทม์ไลน์ชีวิตยาวๆ เพื่อให้เราเห็นการเจริญเติบโตของตัวละคร ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็น Coming of Age แบบเต็มเหนี่ยว 100% เลย

ผลงานกำกับของผู้กำกับ “ริชาร์ด ลิงค์เลเธอร์” ที่ชื่นชอบการพัฒนาตัวละครผ่านบทสนทนา แต่เรื่องนี้ เขาเปลี่ยนมาพัฒนาตัวละคร “เมสัน” ผ่านการเติบโตของวัยแทน

ลิงค์เลเธอร์ใช้วิธีถ่ายคนแสดง “เอลล่า โคลเทรน” ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จนโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่นเพื่อให้เห็นการเติบโตของบทเมสันโดยสมบูรณ์ ใช้เวลาการถ่ายทำยาวนานกว่า 12 ปี ทำให้เราเห็นความสมจริงที่ยอดเยี่ยม (และไม่มีใครคิดจะทำ!)

หากเทียบกับเรื่องก่อนหน้าที่แนะนำ “Boyhood” มีความเรียบเอื่อยมากกว่าชัดเจน แถมมีความยาว 2 ชั่วโมง 45 นาที เพื่อถ่ายทอดการเติบโตของเมสันได้เต็มที่ จึงอาจจะไม่ได้มอบความบันเทิง หรือความเพลิดเพลินของเนื้อหานัก

แต่ถ้ามองลึกไปนิดที่การเติบโตของตัวละคร เราจะเห็นว่ามันมีความสมจริงเป็นแกนหลัก และมีสิ่งปรุงแต่งเข้ามากระทบน้อยมาก เปรียบเหมือนการติดตามดูสารคดีชีวิตคน ที่มีบทหนังเข้าไปสวม เป็นอารมณ์การดู Coming of Age ที่กลายเป็นความสนุกอย่างบอกไม่ถูก

Blue is the Warmest Colour

Blue is the Warmest Colour หนังเลสเบี้ยนฝรั่งเศส ที่โด่งดังมากในเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ

เปิดวงของ Coming of Age ออกไปให้กว้างอีกหน่อย กับหนังเลสเบี้ยนสัญชาติฝรั่งเศส ซึ่งไม่ได้สื่อสารการเติบโตของตัวละครออกมาชัดเจนผ่านเหตุการณ์ หรือเรื่องราวที่เข้ามาเป็นปัจจัย แต่โฟกัสไปที่ความสัมพันธ์ของตัวละคร และให้เราลองดูว่าตัวละครมีความนึกคิด และดำเนินต่อไปอย่างไร

หนังเรื่องนี้ถือเป็นการแจ้งเกิดของ “อเดล เอ็กซาโชปูลอส” ในบท “อเดล” และ “เลียอา เซดูซ์” ในบท “เอ็มม่า” ซึ่งมีคาแรกเตอร์ชัดเจนทั้งคู่ โดยอเดล หญิงสาวธรรมดาคนนึง พบกับจุดเปลี่ยนในชีวิต เมื่อเธอเจอกับเอ็มม่า หญิงสาวผมสีฟ้า ซึ่งไม่เพียงแต่มอบความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ยังทำให้เธอได้ค้นหาตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

การที่คุณได้ชมหนังเรื่องนี้ นอกเหนือจากฉากอีโรติกที่ค่อนข้างเปิดเผย ยังทำให้เราได้เรียนรู้ Coming to Age ในอีกแบบ ซึ่งแม้จะไม่ได้มีบทสรุปที่ชัดเจน แต่ก็ทำให้ความคลุมเครือในการกระทำของตัวละครลดลง แล้วแต่การตีความของผู้ชมแต่ละคน

Almost Famous

Almost Famous หนังโร้ดทริป ที่ครบเครื่องทั้งความสนุก และคุณค่าระดับเวทีรางวัล

นอกเหนือจาก “Almost Famous” จะเป็นหนึ่งในข้อพิสูจน์ว่าหนังโร้ดทริปที่ดูสนุกสามารถกลายเป็นหนังดีระดับชิงออสการ์ได้ในตัวแล้ว หนังเรื่องนี้ยังถือเป็นหนัง Coming of Age เรื่องเยี่ยม ที่คุณจะได้เห็นตัวละครต่างเรียนรู้ และเติบโตไปในระยะเวลาที่อยู่ร่วมกัน ได้อย่างชัดเจน

ตัวเองของหนังคือ “วิลเลี่ยม” (แพททริค ฟูกิต) เด็กวัยทีนอายุแค่ 15 ซึ่งได้รับโอกาสจากนิตยสาร “โรลลิ่ง สโตน” ให้เขียนสกู๊ปติดตามชีวิตวงดนตรีดังออกทัวร์ นอกเหนือจากความสนุกที่พาวิลเลี่ยมไปเปิดหูเปิดตาเจอโลกที่ไม่เคยพบมาก่อน มันยังเปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้คนรอบข้าง ซึ่งมีความรู้สึกลึกซึ้งอยู่ข้างใน

ผู้กำกับเรื่องนี้คือ “คาเมร่อน โครว์” ซึ่งในเวลานั้นกำลังท้อปฟอร์ม หลังพึ่งทำ “Jerry Maguire” มาหมาดๆ ทำให้เขาถ่ายทอดเรื่องราวของแต่ตัวละครออกมาได้มีชีวิตชีวา และทำให้เราสนุกกับการติดตามค้นหาพัฒนาการของตัวละครไปแบบไม่รู้ตัว ยังไม่รวมเรื่องราวของบทเพลง และเสน่ห์ของ “เคท ฮัดสัน” ที่แถมให้เป็นโบนัส

Picture : Asif’s Blog, Rolling Stone, Bustle, The Young Folks, Hollywood Reporter, The World of CC, The Mary Sue, The Ithacan, n+1, Medium, Entertainment Weekly

Clip : 20th Century Fox, FoxSearchlight, Movieclips Trailers, A24, IFC Films, Sundance Now, Movieclips Classic Trailers

rocketseer

ทำงานเกม-ติดเกมบ้าง | บ้าบอล-เป็น The KOP | บ้าดูหนัง-มีเพจหนัง | บ้ากิน-มีพุงแล้วเนี่ย!

บทความที่เกี่ยวข้อง