อ่านตามกัน : 10 หนังสือบทกวีน้ำดีที่ Zombie Book ชวนเรามาร่วมกันเข้าใจว่ากวีเป็นมากกว่ากวี - TheMacho
 172
อ่านตามกัน : 10 หนังสือบทกวีน้ำดีที่ Zombie Book ชวนเรามาร่วมกันเข้าใจว่ากวีเป็นมากกว่ากวี

หลายคนมองบทกวีว่าลึกลับ มองบทกวีว่าเลิศเลอเหมือนก้อนเมฆ ล่องลอยอยู่บนฟ้าบนสรรค์ ยากที่คนเดินดินอย่างเราจะเข้าใจ ไม่ก็รู้สึกว่าเป็นบทกวีเป็นเรื่องของคนล้าสมัย

แต่ไม่จริงเสมอไปหรอก เหมือนกับหลาย ๆ เรื่องในชีวิตที่เราตัดสินมันจากภายนอกแต่เมื่อลองไปเข้าไปค้น เรียนรู้มันทีละนิด เข้าใจมันทีละหน่อย คุณก็จะเริ่มเห็นความงดงามจนตกหลุมรักมันอย่างไม่อาจถอนตัวได้

บทกวีก็เช่นกัน ถ้าเปรียบบทกวีกับงานเขียนประเภทอื่น บทกวีก็เหมือนกันนักมวยรุ่น ใหญ่พูดน้อยต่อยหนัก ออกหมักทีตรงถึงกลางใจ เพียงแต่หมัดนั้นแต่งแต้มด้วยสีและวาดเขียนขึ้นมาด้วยตัวอักษรขนาดไม่ยาวนัก

“ บางบทกวีก็เป็นความพลุ่งพล่าน บางบทกวีกเป็นความหลงใหล มีบทกวีมากมายที่เผยแง่มุมมากมายของชีวิตและของโลก แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่า ในบางบทกวีที่คุณได้อ่าน มันอาจเคยเป็นบาดแผลที่แสนสาหัสของกวี ที่กว่าจะรอดมาได้ ก็ถึงกับต้องกลืนเลือดหรือตกอยู่ในภาวะวิกลจริต บทกวีจึงเป็นมากกว่าบทกวี แต่คือการเยียวยาหัวใจและจิตวิญญาณ ”

บทหนึ่งจากการรีวิวหนังสือของร้าน Zombie Book

หลายสัปดาห์แล้วที่เราเลื่อนไปเจอกิจกรรม “อ่านกวี” ของทางร้านหนังสืออิสระ Zombie Book ซึ่งจัดกิจกรรม Book Club อยู่บ่อยครั้ง เพื่อรวมพลคนรักการอ่านให้มาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันถึงความชอบส่วนตัวซึ่งกันและกัน โดยคราวนี้ก็ถึงคิวของบทกวีที่หลายคนมองข้าม

ด้วยความที่ก่อนจะถึงวันจัดงานทางเพจได้ขนหนังสือประเภทบทกวีต่าง ๆ ที่มีจำหน่ายอยู่ในร้านมาแนะนำ เมื่อลองเลื่อนไล่อ่านรีวิวจนจบ ก็เกิดนึกอยากจะหาหนังสือหลาย ๆ เล่มมาไว้ครอบครองทันที เลยพลอยคิดขึ้นได้ว่าถ้าใครชื่นชอบหรือไม่ชื่นชอบก็ตามหากได้หยิบกวีสักเล่มขึ้นมาอ่าน อาจจะเริ่มชอบงานเขียนประเภทนี้ก็เป็นได้  

เราจึงถือโอกาสนี้หยิบบทรีวิวหนังสือบทกวีที่ร้าน Zombie Book แนะนำมาชวนทุกคนไปทำความรู้จักและตกหลุมรักบทกวีด้วยกัน

1. ศูนย์: When Zero Exists, All is Zero

ผู้เขียน: อนุชา วรรณาสุนทรไชย

สำนักพิมพ์: สมมติ

Rage Against The Machine
Live In อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
แล้วกูจะระเบิดพวกมึงให้เป็นจุณ

บางส่วนจากหน้า 278

เมื่อใดก็ตามที่คุณมีโอกาสได้ไปงานซักงานหนึ่งที่มีการอ่านบทกวี และมีกวีคนหนึ่งชื่อ อนุชา วรรณาสุนทรไชย นั่นหมายความว่า คุณกำลังเผชิญหน้าการอ่านบทกวีที่เกรี้ยวกราดที่สุด รุนแรงที่สุด และเดือดพล่านจนเลือดในกายเผาไหม้จิตวิญญาณของตนเอง

แม้แต่กวีด้วยกันเอง ก็ยังมอบฉายา “เคิร์ก โคเบน แห่งโคราช” ให้กับกวีคนนี้ ด้วยวิธีการเขียนราวกับท่วงทำนองพั๊งค์ กระชากความมีศีลธรรมจรรยาให้ลงไปกองในบ่อน้ำครำ บทกวีของอนุชา ทำให้คำว่า “ไอ้เย็ดแม่ง” กลายเป็นวรรคทอง ทำให้ความเมามายในบทกวีคือภาวะอันศักดิ์สิทธิ์

เป็นบทกวีที่ไม่มีทางขึ้นไปอยู่บนเวทีแห่งกวีนิพนธ์ของเหล่าเทวดานางฟ้าทั้งหลาย หากแต่เป็นบทกวีที่ยืนเคียงข้างความระยำอันซื่อตรงของความเป็นมนุษย์ บอกเล่าความเลวทรามต่ำช้าด้วยภาษาอันรุนแรงหนักหน่วง ชูนิ้วกลางใส่พระเจ้าทุกองค์ พร้อมกับกระทืบค่านิยมของสังคมจอมปลอมซ้ำๆจนไม่เหลือชิ้นดี

นี่คือบทกวีแด่เพลงร๊อค นี่คือบทกวีบาร์เหล้าของเหล่าอนาธิปไตย นี่คือบทกวีแห่งเหล่าผู้ใช้แรงงานด้วยความดิบดั่งสัตว์ป่า นี่คือบทกวีที่พูดแทนไอ้พวกมนุษย์อยู่เป็นในสังคม นี่คือบทกวีของอนุชา วรรณาสุนทรไชย

2. อมตะกวีนิพนธ์ของโอมาร์ คัยยัม

แปลจากหนังสือ: The Rubáiyat of Omar Khayyám

ผู้เขียน: Omar Khayyám

ผู้แปล: แคน สังคีต

สำนักพิมพ์: แสงดาว

ท่านเคยฝันในยามตื่นไหม ฝันทั้งๆที่ยังลืมตาอยู่ ท่านเชื่อหรือเปล่าว่า ความฝันทำให้เกิดความรัก ความรักสร้างชีวิต แล้วชีวิตก็เริ่มฝัน

บางส่วนจากอมตะกวีนิพนธ์ของโอมาร์ คัยยัม

บทกวีของ กิยาทัดดิน อบัลฟัธ โอมาร์ บิน อิบราฮิม อัล คัยยัม หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ โอมาร์ คัยยัม เป็นบทกวีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตอันเอ่อท้นไปด้วยความอิ่มเทิ้มของการเฉลิมฉลอง ในฐานะที่เราต่างมีชีวิตภายใต้อ้อมกอดเปี่ยมรักของธรรมชาติและพระผู้เป็นเจ้า เปรียบดั่งการยืนอยู่ใต้ร่มไม้ที่ปลายตีนสวรรค์ เพื่อมองโลกทั้งใบอันงดงามบ้าง เศร้าตรมบ้าง กักขฬะบ้าง หากแต่จะเศร้าไปใย ทุกข์ตรมไปใย ในเมื่อมีสุราดีอยู่ข้างกาย

รุไบยาทเป็นบทกวีภาษาเปอร์เซีย เป็นบทกวีที่มีลีลาอันไพเราะ เปรียบเปรยศาสนาของผู้นับถือในยุคสมัยนั้น และเชิญชวนมนุษย์ทั้งหลายให้รีบหาความสนุกสบายต่างๆ ในโลก ด้วยการเสพสุขจากรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส นอกจากจะเป็นบทกวีที่มีความไพเราะแล้ว ยังแสดงคุณค่าทางปรัชญาชีวิตอันลึกซึ้ง แปลเป็นไทยโดย แคน สังคีต ซึ่งแปลจากฉบับภาษาอังกฤษของ เอ็ดเวิร์ด ฟิตซ์เจอรัลด์

ต้องยอมรับเลยว่าไม่มีฉบับไหนแปลได้ดีเท่ากับ แคน สังขีต แปล เพราะมันเหมือนกับหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่ได้รับการแปลจากผู้มีความสามารถเข้าใจเรื่องภาษา แต่เข้าใจแก่นของชีวิตแบบที่เราสัมผัสได้อย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งขอพูดตามตรงว่า บทกวีของโอมาร์ คัยยัม ตราตรึงใจมากกว่าคัมภีร์บางเล่มเสียอีก อยากให้คุณได้ซึบซับและซาบซึ้งกับบทกวีเหล่านี้ ดังที่เราตัดสินเดินไปเซเว่นเพื่อซื้อเบียร์มานั่งจิบขณะที่อ่าน และขณะที่กำลังเขียนรีวิวในขณะนี้

3. สาระของความว่างเปล่า

ผู้เขียน: สมพงษ์ ทวี

สำนักพิมพ์: สมมติ

ชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง และเต็มไปด้วยความผันผวน รวนเร เต็มไปด้วยความปรารถนาที่ไร้สาระ ปราศจากจุดมุ่งหมายแน่ชัด ชีวิตได้ดำเนินไปท่ามกลางความขัดแย้งที่ร้อนรน ต้องการในเหตุผล เรียกการเปลี่ยนแปลงว่าการเรียนรู้ หรือประสบการณ์ที่ก่อให้เกิดมโนทัศน์ใหม่ๆ

-บางส่วนจากหน้า 91 ณ แซกโซโฟน อนุสาวรีย์ 17.3.2537

จากกวีที่ได้ชื่อว่า กวีขบถแห่งยุค ผู้แผ้วถางเส้นทางของการอ่านบทกวีสดและศิลปะแสดงสดในสังคมประเทศไทย ซึ่งยังคงแผ้วถางอย่างมุ่งมั่นมาจนถึงทุกวันนี้

สมพงษ์ ทวี หรือ พี่ย่ามของกวีรุ่นน้อง เขียนบทกวีมาแล้วกว่า 30 ปี ผลงานมากมายบ้างก็ตกหล่น บ้างก็หลบอยู่ในซอกหลืบใดของร้านหนังสือ บทกวีของพี่ย่ามนั้น มีความเถรตรงแบบนักเลง แต่ขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นแววตาที่สะท้อนความรู้สึกมากมาย ไม่ว่าจะเศร้า จิตตก เบิกบาน รวมไปถึงการสนทนาต่อโลกทั้งภายในและภายนอก ด้วยวิธีการเขียนแบบไร้ฉันทลักษณ์ ไม่หยุดที่จะบิดจะทดลอง

สิ่งนั้นรวมไปถึงเล่มนี้ที่มีคำจำกัดความเผยไว้บนหน้าปกว่า ความเรียงเชิงกวีนิพนธ์ นั่นเป็นอีกวิธีการหนึ่งในการพาความเป็นกวีนิพนธ์ไปสู่บริบทอื่น ความเรียงที่สะท้อนถึงด้านที่อ่อนแอ มืดมน และตั้งคำถามอย่างเข้มข้นต่อความว่างเปล่าในชีวิต และสะท้อนออกมาในรูปแบบการบันทึกจากที่ต่าง ๆ ในกาลเวลาอื่น ๆ ทำให้ผู้อ่านได้มีโอกาสใคร่ครวญ ตรวจสอบความคำนึงในห้วงลึกของชีวิตที่เปราะบาง

หากเป็นบทเพลงซักบทเพลงหนึ่ง เราคิดว่าถ้อยคำของสมพงษ์ ทวี เปรียบได้กับบทเพลงของวงดนตรี Zweed n’ Roll ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดไปพร้อมกับการมีชีวิตอยู่เพื่อรักษาบาดแผลและพร้อมเผชิญก็อีกหลายบาดแผลมากมาย ทว่ามีความทรงพลังที่ซ่อมอยู่เพื่อการค้นหา และเมื่อค้นพบ ผู้อ่านอาจได้รับรู้ว่า มีสาระใดกันแน่ในความว่างเปล่า

4. ฤาจะสิ้นยุค?

ผู้เขียน: กฤษณพล ศรีบูรพา

สำนักพิมพ์ : ผู้เขียนตีพิมพ์เอง

หักปืนมันฉับพลันไป
กำหมัดแน่นมัดหวาย
พรึ่บพับพ่ายเจ็บตายไหม?
สัจธรรมอันอำไพ
จักขับไสไล่เผด็จการ

-บางส่วนจากหนังสือฤาจะสิ้นยุค?

เมื่อครั้งที่เราได้จัดงานบุ๊คคลับครั้งที่สี่ ในหัวข้อของบทกวี นอกจากที่จะได้พูดคุยกันเรื่องบทกวีกันอย่างจริงจังนั้น ในวันดังกล่าวเราได้พบกับกวีท่านหนึ่ง ที่หอบหนังสือมาเพื่อแนะนำตัว แน่นอนว่าเราใช้เวลาในการอ่านอยู่พักใหญ่ๆ เราจึงพบว่า นี่คืองานรวมบทกวีที่เราไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้มานาน

ที่ว่าไม่ได้เห็นมานาน เพราะด้วยน้ำเสียงของบทกวีที่มีความคลาสสิค ในแง่ที่เราไม่ได้เห็นมานาน นั่นคือความเป็นบทกวีเกี่ยวกับการเมืองอย่างชัดแจ้งและชัดเจนในทางความคิด ซึ่งไม่เป็นที่ปฎิเสธว่า งานชิ้นนี้มีความชัดเจนด้วยความเป็นร้อยกรอง และเป็นการสื่อความหมายที่ไม่มีความซับซ้อนเลย เป็นสำนวนที่พูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม สัมผัสได้ว่ามีความเป็นนักเลงภาษาและนักสังเกตการณ์ทางสังคม ที่สำคัญก็คือ บางบทมีความแหลมคมอย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

งานแบบนี้ เป็นงานที่ค่อนข้างหาได้น้อยในตลาดวรรณกรรมบ้านเรา ที่สำคัญก็คือ นี่คือหนังสือที่เจ้าตัวพิมพ์เอง ขายเอง หากคุณอยากหาบทกวีการเมืองที่มีความ Old School ให้เปรียบเทียบกับดนตรี ก็เหมือนดนตรีร๊อคของวง Black Keys หรือ Metalica ขอแนะนำงานชิ้นนี้เป็นอย่างยิ่ง

5. บทกวีดีเด่นของโลก แด่ชีวิตและความรัก

ผู้เขียน: รวมนักเขียน

ผู้แปล: วิทยากร เชียงกูล

สำนักพิมพ์: มูลนิธิเพื่อนหนังสือ

กวี คือครูของพวกเราซึ่งเป็นคนธรรมดาในด้านความรู้เกี่ยวกับจิตใจ เพราะว่าพวกเขาดื่มน้ำในลำธารสายที่เรายังไม่อาจเข้าถึง อย่างเป็นเหตุเป็นผลแบบวิทยาศาสตร์ได้

ซิกมุนด์ ฟรอยด์

มีกวีอยู่ทั่วทุกมุมโลก ไม่แน่หรอกว่ากวีบางคนอาจยืนอยู่ข้างๆคุณ ชงกาแฟร้อนให้คุณอยู่พร้อมกับการร่ายความคำนึงลงในหัวใจ กวีอาจส่งต่อความหมายให้กับคุณโดยที่ไม่รู้ตัว เหมือนที่หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมบทกวีชั้นดีจากทุกมุมโลกเท่าที่จะเสาะหาได้นำมารวบรวม

หลายชื่อ คุณคงเคยได้ยินอย่าง วอลท์ วิทแมน , คาลิล ยิบราน , รพิทรนาฎ ฐากูร ไปจนถึงบทกวีที่เราไม่เคยได้ยินจากที่ไหน ทั้งบทกวีจากอิหร่าน มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คุณจะเบิกบานหัวใจกับท่วงอักษรดังกล่าว เพราะขึ้นชื่อว่าบทกวี ในทางธุรกิจสิ่งพิมพ์ เป็นหมวดหนังสือที่ขายยากอยู่แล้ว แต่ถ้าโลกของหนังสือไม่มีบทกวี ก็ไม่ต่างกับสวนดอกไม้ที่ไม่มีแมลง

6. ไมเนอร์ 10 หมายเลข

ผู้เขียน: ฟ้า พูลวรลักษณ์

สำนักพิมพ์: สมมติ

ข้าแต่งบทกวีเพ้อฝันนับหมื่นบทเก็บไว้ในลิ้นชัก
ปล่อยให้มันผุกร่อน
จากตัวแมลงที่ข้าแอบใส่ตามลงไป

– บางส่วนจากหนังสือไมเนอร์ 10 หมายเลข

ฟ้า พูลวรลักษณ์ เหมือนเป็นสายลมที่มีปากกาอยู่ในตัวเอง เป็นบทกวีที่ไม่เหมือนบทกวี เป็นเรื่องสั้นที่ไม่เหมือนเรื่องสั้น แต่ไม่ว่าจะเขียนอะไรหรือเขียนเช่นใด มันจะยังเป็นงานของฟ้า พูลวรลักษณ์ เสมออย่างไม่น่าเชื่อ จนบางทีเราก็คิดว่า มันควรต้องมีวรรณกรรมประเภท ฟ้า พูลวรลักษณ์ ในระบบวรรณคดีไทยร่วมสมัย

บทกวีไม่จำเป็นต้องเข้าถึงยาก ไม่จำเป็นต้องมีสัมผัสไพเราะเพราะพริ้ง งานเขียนในหนังสือเล่มนี้ยังคงเอกลักษณ์ของฟ้าอย่างชัดเจน หากใครเคยอ่านงานของฟ้าจะเห็นถึงร่องรอยของเสน่ห์ที่แปลกประหลาดและแตกต่างจากงานเขียนทั่วไป

ฟ้า พูลวรลักษณ์ ทำงานอย่างสม่ำเสมอ เงียบยิ่งกว่าเงียบ เพราะงานน่าจะเป็นทั้งหมดที่เขาอยากสนทนาต่อโลก ด้วยสุ้มเสียงที่เรียบง่าย แต่ยังคงไหวสะเทือนต่อความคิดและความรู้สึกที่ยังร่วมสมัย ราวกับผู้เขียนเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของสายลม 2.0 ไปจนถึง 4.0 และตระหนักว่า ไม่มีสิ่งใดจะยีนยงเท่ากับถ้อยคำ และบทกวีแคนโต้ 3 บรรทัด ที่เขาเขียนมาตลอดหลายสิบปี และเป็นที่ประจักษณ์อย่างดีว่า เขาคือตัวจริง

7. ในมือเธอมีดอกทานตะวัน The Sun And Her Flowers

แปลจากหนังสือ: The Sun And Her Flowers

ผู้เขียน: Rupi Kaur

ผู้แปล: พลากร เจียมธีระนาถ

สำนักพิมพ์: Her Publishing

วันหนึ่งข้างหน้า
อิฐจะรอช้านานเกินทนจนป่นแตกหมด
ปั้นจั่นจะคอตกด้วยโศกสลดยิ่งนัก
ที่ตั้งดินจะขึ้นสนิมเขรอะ
คุณคิดเหรอว่าดอกไม้จะงอกงามที่นี่ได้
ในเมื่อเราต่างจากไป
สร้างสิ่งใหม่
กับใครคนอื่น

— บางส่วนจากที่ก่อสร้างอนาคตของสองเรา

จากความรวดร้าว หลงรัก เลิกรา และเยียวยา ใน “ Milk And Honey หรือ หวานปานหยาดน้ำผึ่ง ” ผลงานแรกอันสร้างชื่อให้กับ “รูปี กอร์” นักเขียนสาวชาวแคนาดาเชื้อสายอินเดีย ผู้ได้ชื่อว่าเป็นกระบอกเสียงสำคัญของผู้หญิงยุคใหม่ สู่ตัวตนที่เติบโตขึ้นและพร้อมจะพาทุกคนเติบโตไปด้วยกัน เช่นดอกไม้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านวัฏจักรของการแห้งเหี่ยว ร่วงโรย หยั่งราก แล้วจึงงอกเงย ผลิดอกบาน ผ่านผลงานลำดับที่ 2 ของเธอ “ในมือเธอมีดอกทานตะวัน”

ผลงานเล่มที่สองของกวีสาวดาวรุ่ง รูปี กอร์ นับจากความสำเร็จอย่างถล่มทลายของเล่มแรก  เมื่ออ่านแล้วจะเห็นได้อย่างชัดเจนถึงการพัฒนามากขึ้น ในแง่ของโครงสร้างทางกวีที่แม่นยำมากขึ้น ร้าวรานด้วยดีกรีที่เท่าเดิมกับเล่มแรก ทว่ามีความลุ่มลึก ซึ่งทำให้บทกวีเกือบทั้งเล่ม สามารถขยี้หัวใจอันบอบบางยิ่งกว่ากระดาษทิชชู่เปียกน้ำ ได้ฉีกขาดกระจัดกระจาย

8. ทุกสิ่งมิได้เป็นไปตามฤดูกาล ( Northing Follows Its Season)

ผู้เขียน: มูบารัด สาและ

สำนักพิมพ์: สมมติ

ความกลัว
สร้างมโนภาพในร่างกาย
สร้างจินตนาการในหยักสมอง
มันยากเกินหยุดยั้ง
จนบางครั้งมันฆ่าชีวิตเราได้

– บางส่วนจากหนังสือทุกสิ่งมิได้เป็นไปตามฤดูกาล

บทกวีของมูบารัด สาและ กวีหนุ่มผู้สำรวจความรู้สึกในใจตลอดเวลา พอๆกับการเดินทางไปตามสายลม ทิวต้นยาง และเกรียวคลื่นของชายฝั่งปัตตานี ดินแดนที่ความเข้าใจของคนเมือง ยังคงเป็นเมืองที่มีความไม่สงบ แต่สิ่งที่มูบารัดสะท้อนออกมา มาคือการเผชิญหน้าสภาวะอันง่อนแง่นของเคมีในสมองที่ผิดปกติ เขาเดินทางท่ามกลางความจิตเภทในตัวอักษรที่กลั่นออกมาจากชีวิต ซึ่งมันเป็นภาพสะท้อนสภาวะบางอย่าง ทั้งในเชิงปักเจก และในเชิงภูมิศาสตร์ทางบทกวีที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เขาเป็นกวีที่ทำงานเชิงกวีนิพนธ์อย่างจริงจัง ไปพร้อมๆกับการเยียวยาตัวเอง ซึ่งมันเผยให้เห็นอย่างหมดจดและกล้าหาญ

บางบทกวีคือความเลือนรางดั่งการอ่านถ้อยคำบนภูเขา แม้จะไม่มีเสียงตอบรับจากใต้เงาชะเงื้อมของภูผา ทว่าอาจมีเสียงตอบรับจากวจนะของพระผู้เป็นเจ้าแหวกนภาลงมาหา แต่ยังไงซะ บทกวีคือการเยียวยา บทกวีคือการรักษาตนเอง และบทกวีของมูบารัด จะเป็นเสมือนหนึ่งเสียงที่จะเปล่งออกมาว่า เราไม่ได้อยู่เพียงลำพังท่ามกลางฤดูกาลอันปวดร้าว ที่กำลังคืบคลานมาจากขอบฟ้าอื่น

9. จุดตัดบนฟากฟ้า

ผู้เขียน: มูหัมหมัดฮาริส กาเหย็ม

สำนักพิมพ์: สมมติ

ด้วยแรงงานของพวกเรา
แลกเหงื่อบำรุงชาติ
หากประวัติศาสตร์
ลืมเขียนชื่อของพวกเราในธนบัตร
เพื่อนเอ๋ย…จงหยิบดินสอขึ้นมา
เขียนว่า ‘ประชาชน’

– บางส่วนจาก เขียนชื่อของพวกเราลงไปสิ

บทกวีของกวีหนุ่มผู้ศรัทธาในการเฝ้ามองโลกอย่างมูหัมหมัดฮาริส กาเหย็ม เปรียบเหมือนบทวิจัยที่มีท่วงทำนองอันเปี่ยมล้นของความเป็นกวี ในการสำรวจโลกอันผุพัง โลกของตรรกะอันผิดเพี้ยน โลกแบบที่เป็นที่ๆจะมีไอ้คนโง่มาไลฟ์ด่าคนปิดหน้าด้วยผ้าปิดปากบนรถเมล์และกล่าวว่าอ่อนว่ากระจอก โลกที่มีกลุ่มคนที่มีชุดความคิดอันผุพังในความเชื่อที่ว่าควรแจกคะแนนที่พรรคเพื่อไทยได้เอามาให้พรรคเล็กเหมือนตำรวจจราจรที่อ้างประเพณีเพื่อการเก็บส่วย ฟากฟ้าในบทกวีเล่มนี้ไม่สวยงาม หากแต่บทกวีในเล่มนั้นมีความสวยงามแล้วก็เศร้าสร้อย ในการที่จะพูดถึงท้องฟ้าโง่ๆผืนหนึ่งที่อยู่บนกบาลของเราทุกผู้ทุกคน

ท้องฟ้ารั่วอีกครั้ง จุดตัดหายไปกับม่านฝน บทกวีคงเปียกปอนอยู่ที่ไหนซักแห่งภายใต้จุดตัดบนท้องฟ้าที่มองไม่เห็น หวังว่าคุณจะเปิดใจอ่านบทกวีเล่มนี้ ไม่แน่ว่าซักวันหนึ่งท้องฟ้าจะสุกสกาวพราวอำไพ และเหล่าหมาไนในเฟสบุ๊คจะหัวเราะออกมาเป็นทำนองเพลงของนูโว

10. ฤดูกาลในนรก

ผู้เขียน: อาตูร แรงโบด์

ผู้แปล: จิตติ พัวสุทธิ

สำนักพิมพ์ : Shine Publishing House

ข้าหลีกหนี โอ นังแม่มด โอ ความทุกข์ยาก โอความเกลียดชัง
เจ้านั่นไงเล่าที่เหล่าสินทรัพย์ของข้าถูกมอบหมายไว้ให้ครอง!
ข้าถูกจัดแต่งให้ลบเลือนซึ่งความวาดหวังของมนุษย์ทุกนาม

-บางส่วนจากหนังสือฤดูกาลในนรก

แลถ้วนทั่วความรื่นรมย์ทั้งหลายทั้งปวงด้วยคำสั่งการให้ขจัดมันสิ้นข้ากลบเกลื่อนร่องรอยสัตว์ร้ายเถื่อนถ่อย ข้าร้องขอเพชฌฆาตจงอย่าหยุดเล็ง จนกว่าตัวข้าจะจากไป ข้าร้องสั่งโรคระบาดจงกลบทับร่างข้าด้วยกลิ่นอายของอาชญากรรม แลตัวข้าเริงเล่นเหลี่ยมคูคลุ้มคลั่ง และแล้วฤดูใบไม้ผลิ ก็นำพารอยยิ้มน่าชังอย่างคนโง่งมมาสู่ตัวข้าฯ

นี่คือผลงานของกวีชาวฝรั่งเศส ผู้บุกเบิกแนวทางของความเป็นขบถ คือหัวขบวนของกวีแนวสัญลักษณ์นิยม สร้างวิธีการผสมผสานลักษณะของร้อยแก้วและร้อยกรองลงในตัวบท รวมทั้งการทดลองเรื่องจังหวะการออกเสียง ผลงานเล่มนี้ของเขา เกิดจากห้วงเวลาของความเป็นขบถ พร้อมๆกับการมีสถานะเป็นชู้รักของกวีรุ่นใหญ่ ปอล แวร์แลน ซึ่งนี่คือช่วงเวลา 2ปี แห่งความหวานและความขมที่ผลักดันให้ อาตูร์ แรงโบด์ สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกเล่มนี้ อันเป็นผลงานที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับกวีรุ่นต่อมาได้ทดลองแหกขนบไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และแน่นอนว่า หลังจากผลงานเล่มนี้ ชีวิตของกวีหนุ่มก็ระหกระเหินอยู่ข้างถนน และตัดสินใจที่จะไม่ทำงานเขียนอีกเลย ในวัยที่ไม่ถึง 20 ปีนัก ก่อนจะหันเหไปเป็นพ่อค้าอาวุธในแอฟริกาอยู่ถึง 11 ปี ก่อนที่จะเสียชีวิตลงด้วยสภาพเหลือขาขวาเพียงข้างเดียว อันมีสาเหตุมาจากโรคซิฟิลิส

ในฤดูกาลที่ร้อนราวนรกเช่นนี้ ความซาดิสต์อันน่าอภิรมย์ก็คงหนีไม่พ้นการอ่านบทกวีที่เขียนถึงนรกที่คุโชนในใจ แผดเผา แผดเผา และแผดเผามันเข้าไป จนกว่านังแม่มดในหัวใจจะลุกไหม้เป็นตอตะโก

ข้อมูลทั้งหมดจาก ร้านหนังสือ Z.Books

Suthamat
The girl with flowers tattoo

บทความที่เกี่ยวข้อง