“เชอร์ดาน ชากิรี่” ทำไมถึงไม่ได้เล่น? - TheMacho
 547
“เชอร์ดาน ชากิรี่” ทำไมถึงไม่ได้เล่น?

ถึงแม้จะมีให้บริหารหัวใจกันบ่อยๆ แต่ช่วงนี้ ก็ต้องยอมรับว่าฟอร์มของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล กำลังเข้าที่ เดินหน้าเก็บชัยชนะติดต่อกัน ในช่วงโค้งสุดท้ายที่การลุ้นแชมป์ลีกกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เข้มข้น แถมยังมีแอบลุ้นแชมป์สมัยที่ 6 ในเส้นทางยูฟ่า แชมป์เปียนส์ ลีก ซึ่งช่วงชิงความได้เปรียบจากปอร์โต้ ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายในเลกแรกไปพอสมควร

แม้จะลุ้นกันเหนื่อยหลายนัด แต่ “หงส์แดง” ก็มักเอาตัวรอดเก็บชัยชนะได้ในช่วงหลัง

แต่ถ้าย้อนไปช่วงก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเมื่อก้าวข้ามสู่ปฏิทินปี 2019 ใหม่ๆ ฟอร์มของลิเวอร์พูลไม่ได้ร้อนแรงอย่างที่ควรเป็น โดยตลอดโปรแกรมฟุตบอลลีก 8 นัดในช่วงเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ หงส์แดงเก็บชัยชนะได้เพียง 4 นัด เสมอไป 3 และแพ้ 1 นัดให้กับซิตี้ ซึ่งถ้านับกันเป็นคะแนนในปีที่การแข่งขันดุเดือดสุดๆ เท่ากับว่าทีมทำคะแนนหล่นถึง 9 แต้มจาก 24 คะแนนเต็มเลยทีเดียว

ช่วงเวลานั้นแหละ ที่สาวกหงส์แดงมากมาย ต่างเริ่มสงสัยว่าทีมจะยืนระยะสู้กับซิตี้ที่สม่ำเสมอกว่าในขวบปีนี้ ไปได้สักกี่น้ำ โดยเริ่มมีคำถามมากมายเกิดขึ้นถึงฟอร์มการเล่นของนักเตะ, การจัดทัพของเจอร์เก้น คลอปป์ รวมถึงการไม่ใช้งานนักเตะบางคนอย่าง “เชอร์ดาน ชากิรี่” ที่ครึ่งซีซั่นแรกได้รับการยกย่องว่าซื้อมาคุ้มแสนคุ้ม

ครึ่งซีซั่นแรก “ชากิรี่”​ กดไปทั้งสิ้น 6 ลูกในลีก รวมถึงซัด 2 ประตูในศึกแดงเดือด

ถ้านับผลงานครึ่งฤดูกาลแรกแล้ว “เดอะ ชาร์ค” ยิงได้ถึง 6 ประตูในพรีเมียร์ลีก แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2019 ชากิรี่ลงเล่นตัวจริงเพียง 2 นัด โดยนัดสุดท้ายที่ออกสตาร์ท คือนัดที่เสมอเลสเตอร์ 1-1 เมื่อ 30 ม.ค. หลังจากนั้นจนถึงตอนนี้ เขาได้สัมผัสสนามอีกแค่ 39 นาที จากการลงมาเป็นสำรอง 2 นัด ในแมทช์ที่ทีมทำได้แค่เสมอเวสต์แฮม และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เทียบการใช้งานแล้ว ต่างจากครึ่งซีซั่นแรกลิบลับ

เกิดอะไรขึ้นกับชากิรี่กัน? ทำไมตัวสำรองทีเด็ดของ JK ในครึ่งซีซั่นแรก กลับกลายเป็นสำรองที่แทบจะไม่ได้รับลือกลงสนาม? วันนี้เราจะลองมาวิเคราะห์กัน

ไม่มีระบบ 4-2-3-1 อีกแล้ว

หากใครสังเกตลิเวอร์พูลในซีซั่นนี้ให้ดี เจอร์เก้น คลอปป์จะใช้แผนการเล่นหลักอยู่ 2 แผนในช่วงครึ่งซีซั่นแรก แบบแรกคือ 4-3-3 ซึ่งก็คือแผนที่ใช้เป็นประจำในปัจจุบัน กับอีกแบบที่ใช้งานน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลังอย่าง 4-2-3-1

ตำแหน่งสีส้ม คือตำแหน่งที่ชากิรี่จะถูกเลือกลงเล่นในระบบ 4-2-3-1

กับชากิรี่แล้ว คลอปป์นิยมใช้เขาในแผนการเล่น 4-2-3-1 มากกว่ารูปแบบ 4-3-3 เพราะเขามองชากิรี่เป็นแกนรุกในแนวบน มากกว่าจะเป็นพวกมิดฟิลด์ที่จะยืนในระบบแบบ 4-3-3 ได้ โดยคลอปป์เอง ก็เคยลองใช้ชากีรี่ลงในระบบ 4-3-3 อยู่เหมือนกัน แต่เห็นได้ชัดเจนเลยว่ามันไม่ค่อยเวิร์ค และทำให้เกมแดนกลางขาดสมดุล

แผน 4-2-3-1 นี้ ทำให้แนวรุกด้านหน้ามีที่ว่างถึง 4 ตำแหน่ง โอกาสนอกเหนือจากสามประสานซาลาห์-มาเน่-ฟิร์มิโน่ จึงมักเป็นของชากิรี่ ในฐานะนักเตะตัวรุกที่เข้ากับแผนได้ดีที่สุด เพราะเขาทำได้ดีกว่าเกอิต้า หรืออดัม ลัลลาน่า ที่เคยถูกโยกมาเล่นตัวรุกด้านซ้ายเช่นกัน

นอกเหนือจากชากิรี่เองแล้ว ส่วนหนึ่งที่กุนซือชาวเยอรมันเลือกใช้ระบบ 4-2-3-1 บ่อยครั้งในช่วงครึ่งซีซั่นแรก ก็เพราะเขาพยายามจะหาโอกาสใช้สอยนักเตะให้สามารถเล่นร่วมกันได้ทั้งหมดในแดนกลาง โดยเฉพาะนักเตะที่เสริมเข้ามาอย่างฟาบินโญ่ และนาบี เกอิต้า

ในเคสของฟาบินโญ่ ที่ไม่ได้เป็นนักเตะที่รวดเร็วนัก และต้องใช้เวลาในการปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษ คลอปป์เลยจับมิดฟิลด์มายืนคู่กันให้แน่นหนา แบบที่เรียกกันว่า “Double Pivot” ซึ่งเราจะได้เห็นจีนี่ ไวจ์นาดุมลงมาเล่นตำแหน่งนี้บ่อยที่สุด หากคลอปป์เลือก 4-2-3-1

ในระบบ 4-3-3 ตำแหน่งของชากีรี่เล่นได้ ลดลงเหลือเพียง 2 ตำแหน่ง (สีส้ม) เท่านั้น

กลับกันพอมาเป็นแผน 4-3-3 แล้ว ตามรูปภาพ ตำแหน่งของชากิรี่ถูกจำกัดลงเหลือเพียง 2 ตำแหน่ง และเป็นตำแหน่งตัวรุกด้านข้าง ซึ่งมีซาลาห์ และมาเน่ ยึดหัวหาดอยู่แล้วเสียด้วย

อีกหนึ่งข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับการจัดตัวในระยะหลัง คือทั้งฟาบินโญ่ และเกอิต้า นั้นสามารถปรับเข้ากับระบบ 4-3-3 ได้ดีกว่าในช่วงแรก ฟาบินโญ่เล่นกลางรับคนเดียวได้ดีขึ้น เกอิต้าเองก็เริ่มเล่นกลางที่ต้องขึ้นลงรุก-รับ ได้ดีขึ้นเช่นกัน โอกาสที่จะปรับมาใช้ 4-2-3-1 เพื่อซัพพอร์ต 2 คนนี้ ก็ยิ่งลดน้อยลงไปอีก 

สามประสาน “ซาลาห์-มาเน่-ฟิร์มิโน่”

ต่อเนื่องจากเหตุผลเรื่องรูปแบบการเล่น สังเกตได้ชัดเจนว่าในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง โดยเฉพาะเมื่อทีมเริ่มสะดุดตอนเดือนมกราคม คลอปป์เลือกที่จะให้สามประสานซาลาห์-มาเน่-ฟิร์มิโน่ กลับมายืนในตำแหน่งดั้งเดิมของพวกเขามากขึ้น

กับระบบ 4-3-3 ตัวรุกที่เหลือเพียง 3 ตำแหน่ง (สีส้ม) ย่อมถูกจับจองโดย 3 ประสานตัวหลัก

ดังนั้นเราจะแทบไม่ได้เห็นซาลาห์เล่นหน้าตัวเป้าเหมือนช่วงแรกของฤดูกาลที่สลับใช้ 4-2-3-1 โดยโมกลับมาประจำตำแหน่งทางขวาเต็มตัวในระบบ 4-3-3 ส่วนฟิร์มิโน่เองแม้จะลงมาเล่นตำแหน่งหน้าตัวต่ำหรือ False 9 อยู่เสมอ แต่ก็ขยับเข้าเขตโทษมากขึ้น ตามรูปแบบตายตัว 4-3-3 ที่พาทีมประสบความสำเร็จในซีซั่นที่แล้ว

อีกหนึ่งเหตุผลก็คงเป็นเรื่องของความไว้วางใจ ซึ่งแม้จะมีช่วงที่สามประสานสลับกันฟอร์มฝืด แต่คลอปป์ก็ยังเชื่อมั่นเลือกลงเป็นตัวจริง และเปลี่ยนตัวออกน้อยครั้งมาก นอกเหนือจากนั้น ทั้ง 3 คนยังยืดหยุ่นเคลื่อนไปเล่นตำแหน่งไหนก็ได้ในแนวรุก 4-3-3 มันก็เลยยิ่งทำให้โอกาสของชากิรี่น้อยลงตามไปด้วย

การเล่นเกมรับ และเกเก้นเพรสซิ่ง

แม้หลายคนจะบอกว่าลิเวอร์พูลซีซั่นนี้ ใช้ระบบ “เกเก้นเพรสซิ่ง”​ หรือการวิ่งบีบกดดันอย่างบ้าคลั่งตามสไตล์ของคลอปป์น้อยลง แต่ถ้าลองมองดูให้ดี หงส์แดงกลับมาบีบผู้เล่นฝั่งตรงข้ามมากขึ้น ในช่วง 2-3 เดือนหลัง

ส่วนนึงก็อาจจะเพราะคลอปป์กลับไปเลือกระบบ 4-3-3 มากขึ้น ซึ่งทำให้กองกลางต้องทำงานหนักขึ้นทั้งรุก-รับ โดยเฉพาะเวลาเสียบอล ตัวรุกตัวบนทางด้านข้างเอง ก็ต้องถอยลงมาเล่นเกมรับมากขึ้น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระแบ็คซ้าย-ขวา ซึ่งขึ้นสุดลงสุด ซึ่งนั่นอาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่คลอปป์มักจะมองข้ามชากิรี่ที่ไม่ได้มีจุดแข็งในเรื่องนี้ไป ไม่ว่าในเวลาที่ทีมต้องการประตู หรือต้องการรักษาสกอร์

การกลับมาของ “ดิว็อค โอริกี”

มีหลายคนลืมคิดถึงจุดนี้ไป แต่อย่าว่าแต่แฟนบอลอย่างเราเลย ตัวคลอปป์เองก็คงไม่คาดเช่นกันว่าโอริกี จะกลับมามีบทบาทในทีมชุดนี้อีกครั้ง เมื่อดูจากสถานะของเขาเมื่อตอนเปิดซีซั่น

ช่วงแรกของฤดูกาล หากพูดถึงตำแหน่งกองหน้าตัวกลาง โอริกีถูกมองเป็นตัวเลือกลำดับที่ 4 ด้วยซ้ำ แต่พอฟอร์มของดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์เริ่มไม่เป็นที่ประทับใจ และการย้ายออกของโดมินิค โซลังคี่ โอริกีเลยกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งในซุ้มม้านั่งสำรอง โดยแมทช์แรกที่เขาได้ลงเล่นเกมลีก ก็ปาเข้าไปนัดที่ 14 ที่ทำแสบลงมาโหม่งประตูชัย ชนะเอฟเวอร์ตันในวินาทีสุดท้ายนั่นแหละ

กับระบบ 4-3-3 ในปัจจุบัน โอริกีถูกมองเป็นกำลังเสริมรายแรก โดยมีตำแหน่งประจำอยู่ทางซ้าย

นอกเหนือจากการถูกจับตามองมากขึ้น คลอปป์ยังค้นพบว่า โอริกีสามารถถ่างออกไปเล่นกองหน้าตัวซ้ายให้กับทีมได้มีประสิทธิภาพกว่าการหยิบเขาเอาไปเป็นหน้าเป้า ซึ่งคลอปป์เองก็แฮปปี้ ที่จะเลือกใช้ ฟิร์มิโน่, มาเน่ หรือซาลาห์ ไปยืนเสียมากกว่า (นั่นทำให้โอกาสของสเตอร์ริดจ์ ริบหรี่ลงตามไปด้วย)

การสามารถยืนตัวรุกริมเส้นได้ของโอริกี น่าจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้โอกาสของชากิรี่ลดลงไปอีก เพราะนอกจากจะมาทับตำแหน่งที่เล่นได้แล้ว คลอปป์ยังมักจะเลือกความแข็งแรง และเซนส์ในการเล่นริมเส้นของโอริกี มากกว่าจะเป็นชากิรี่อยู่เสมอ ในช่วงหลัง

อาการบาดเจ็บ

ข้อนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ความจริงแน่ชัดได้ เมื่อคลอปป์เคยออกมาเผยว่า ชากิรี่มีอาการบาดเจ็บติดตัว และที่ถูกเลือกติดทีมอยู่ใน 18 คนแรก ก็เพราะเขาไม่มีตัวเลือกมากนักในช่วงนั้น จึงทำให้ชากิรี่ไม่ค่อยได้ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามสักเท่าไหร่

ตรงจุดนี้ คงไม่จำเป็นที่จะไปตั้งข้อสงสัยกับความเห็นของคลอปป์ เพราะโดยนิสัยแล้ว คลอปป์ไม่นิยมโจมตี หรือสับขาหลอกเกี่ยวกับนักเตะรายบุคคลออกสื่อเท่าไหร่ หากเขาพูดว่าชากีรี่ไม่สมบูรณ์ ก็คงไม่สมบูรณ์จริงๆ ยิ่งบวกกับเหตุผลในด้านแทคติก มันเลยยิ่งทำให้โอกาสเลือกใช้งานพี่ชาร์ค น้อยลงกว่าที่ควรเป็น

แม้จะมีคนจับตาเรื่องทัศนคติของชากีรี่ แต่ดูจากปฏิกิริยาของคลอปป์ ทุกอย่างก็ดูปกติดี

เช่นเดียวกับเรื่องของทัศนคติในการซ้อม หรือข้อสันนิษฐานว่าอาจจะมีปัญหากับคลอปป์ ประเด็นนี้ก็น่าจะตกไปเช่นกัน เพราะดูจากภาพการซ้อม และท่าทีการพูดคุยของคลอปป์กับชากีรี่ ทุกอย่างยังดูเป็นปกติ ไม่น่าจะเป็นประเด็นที่ทำให้เขาได้เล่นน้อยลง แม้คลอปป์เองจะเคยเลือกอดัม ลัลลาน่า ลงเล่นตัวจริง ด้วยเหตุผลว่าพี่เทพม้วนแกซ้อมดีก็เถอะ

ทั้งหมดทั้งมวลที่วิเคราะห์เกี่ยวกับชากิรี่มา ก็เป็นเพียงความคิดเห็น ที่เราพยายามจะตีโจทย์ให้ได้ว่าทำไมคลอปป์ถึงเลือกใช้งานชากิรี่น้อยลง แต่มันคงบอกยากว่าเหตุผลไหนถูก เหตุผลไหนผิด เพราะคนที่อยู่ใกล้ชิดนักเตะมากกว่าแฟนบอลอย่างเรา ย่อมหนีไม่พ้นคลอปป์ และทีมงาน ที่เจอหน้ากันอยู่แทบจะทุกวี่วัน

แม้จะลงเล่นน้อยลง แต่แฟนหงส์แดงยังคงคาดหวังว่าพี่ชาร์ค จะพึ่งพาได้ ในยามคับขัน

ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าโอกาสของชากีรี่นับจากนี้จะมีมากขึ้นบ้างมั้ย แต่อย่างน้อยๆ ด้วยความเชื่อในความเป็นมืออาชีพของทั้งผู้จัดการทีม, ทีมงาน และตัวนักเตะเอง คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า นักเตะทุกคนในทีมมีความสำคัญหมด ยิ่งในช่วงโค้งสุดท้ายของซีซั่นนี้ ที่เต็มไปด้วยความดุเดือด ในแบบที่แต้มมากเกินกว่า 90 แต้ม ก็อาจไม่เพียงพอพาคุณไปถึงฝั่งฝันได้

Picture : Metro, Daily Star, Liverpool FC, Evening Standard, GiveMeSport, The Top Flight, Citizen TV, talkSPORT, The National

rocketseer

ทำงานเกม-ติดเกมบ้าง | บ้าบอล-เป็น The KOP | บ้าดูหนัง-มีเพจหนัง | บ้ากิน-มีพุงแล้วเนี่ย!

บทความที่เกี่ยวข้อง