ร่วมระลึกถึง... นักเตะ/กุนซือ ที่จากไปก่อนวัยอันควร - TheMacho
 139
ร่วมระลึกถึง… นักเตะ/กุนซือ ที่จากไปก่อนวัยอันควร

กีฬาฟุตบอลเป็นอีกหนึ่งกีฬา ที่ต้องใช้แรงกายสูง และยังเป็นกีฬาที่มีการปะทะกันอยู่ตลอด เพื่อชิงจังหวะความได้เปรียบ จึงไม่แปลกที่จะมีอุบัติเหตุ หรืออาการบาดเจ็บเกิดขึ้นเสมอ และแม้จะมีมาตรการป้องกันต่างๆ ทั้งการแพทย์ และวิทยาศาสตร์การกีฬา แต่บางที ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการสูญเสีย ที่มาจากปัจจัยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

เอมิเลียโน่ ซาล่า กองหน้าอาร์เจนไตน์ ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก ที่ไม่มีใครคาดคิด

อย่างก่อนนี้ เมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค. เราเคยต้องช็อคกับข่าวของ “เอมิเลียโน่ ซาล่า” กองหน้าอาร์เจนไตน์ ที่พึ่งย้ายจากน็องต์ มายังคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ แล้วเกิดสูญหายไปพร้อมกับเครื่องบินส่วนตัวขนาดเล็ก และถูกพบว่าเสียชีวิต หลังจากการค้นหาหลายวัน ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายนี้ ก่อให้เกิดความสูญเสียสำหรับคนรอบข้าง และทำลายโอกาสที่เราจะได้เห็นเขาเติบโตในอาชีพค้าแข้ง โดยสิ้นเชิง (เนื่องจากผมเคยเขียนเกี่ยวกับซาล่าไปแล้ว วันนี้จึงขอไม่พูดถึงเขา ใครอยากย้อนไปอ่าน >> คลิกที่นี่ได้เลย << )

นอกเหนือจากเรื่องราวของซาล่าแล้ว ยังมีนักเตะ หรือกุนซือ ที่เสียชีวิตจากไปก่อนวัยอันควร ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ซึ่งนอกจากจะสร้างความสูญเสียกับผู้คนรอบตัวของเขาแล้ว ยังถือเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย ที่เขาไม่สามารถสรรสร้างผลงานที่น่าจดจำในวงการฟุตบอลที่เขารัก ได้อีกต่อไป

มาร์ค-วิเวียน โฟเอ้ (โอลิมปิก ลียง / แคเมอรูน)

ขออนุญาตพูดถึงโฟเอ้ก่อนใคร เพราะการเสียชีวิตของเขา แม้มันจะนำความเสียใจมาสู่คนทั้งโลก แต่อย่างน้อย ก็มีเรื่องราวที่ดีตามมา เพราะสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (FIFA), ชาติสมาชิก และสโมสรต่างๆ ตื่นตัวกับเรื่องการหมดสติในสนามกันมากขึ้น และเพิ่มเติมกฏเกณฑ์ต่างๆ ในการปฐมพยาบาลอย่างเร่งด่วน รวมถึงกติกาที่ผู้ตัดสินจะต้องหยุดเกมทันที เมื่อมีนักเตะได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ หรือใบหน้า

มาร์ค-วิเวียน โฟเอ้ เป็นกองกลางทีมชาติแคเมอรูน สร้างชื่อมากับสโมสรลองส์ในลีกเอิง ฝรั่งเศส มีเอกลักษณ์ที่ความแข็งแกร่ง เล่นได้ดีทั้งรุก-รับ จนมีหลายทีมใหญ่หมายปอง ไม่เว้นแม้แต่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่การมาลุยพรีเมียร์ลีกครั้งแรกของเจ้าตัว กลับกลายเป็นการมาเล่นช่วงสั้นๆ กับเวสต์แฮม ก่อนย้ายกลับไปลีกเอิง เพื่อไปร่วมกับทีมใหญ่อย่างโอลิมปิก ลียง

โฟเอ้ในสีเสื้อทีม “หมอผี” แคเมอรูน ซึ่งเขาติดทีมชาติมาตั้งแต่เล่นกับลองส์

ช่วงที่เล่นให้ลียง โฟเอ้มีปัญหาสุขภาพ ป่วยเป็นมาลาเรีย จนพลาดการเล่นไปนานหลายเดือน แต่พอกลับมา ก็สามารถเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้รวดเร็ว จนได้ย้ายมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในยุคเควิน คีแกน ด้วยสัญญายืมตัว เขาโชว์ฟอร์มเด่น ลงเล่น 35 นัด ยิงได้ถึง 9 ประตู และกลายเป็นกำลังสำคัญในทีมชาติแคเมอรูนชุดลุยศึกคอนเฟดเดเรชั่น คัพ 2013 ที่จะแข่งกันที่ฝรั่งเศส

แคเมอรูนทำผลงานได้โดดเด่น ปราบทั้งบราซิล และตุรกี ในรอบแบ่งกลุ่ม ผ่านเข้าไปเตะรอบรองชนะเลิศกับโคลอมเบีย ในวันที่ 23 มิ.ย. โดยโฟเอ้ลงเป็นตัวจริงเหมือนเคย

โฟเอ้ (หมายเลข 17) ในนัดสุดท้ายในชีวิต ในศึกคอนเฟดฯ รอบรองฯ กับโคลอมเบีย

แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นในนาทีที่ 72 ของการแข่งขัน ขณะที่แคเมอรูนนำอยู่ 1-0 โฟเอ้ล้มลงบริเวณวงกลมกลางสนาม แม้จะมีการพยายามช่วยเหลือด้วยการผายปอด และแม้โฟเอ้จะยังมีชีพจรเต้นขณะที่พาตัวไปยังศูนย์พยาบาลของสนาม แต่เขาก็เสียชีวิตในอีกไม่กี่นาทีต่อมา โดยมีการวินิจฉัยในภายหลังว่าเกิดจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ จากไปอย่างน่าเสียดายด้วยวัยเพียง 28 ปี

ภรรยาของโฟเอ้เล่าให้ฟังว่า โฟเอ้บ่นว่ามีอาการท้องอืดซึ่งคาดว่าเกิดจากอาหารไม่ย่อยก่อนวันเตะนัดนั้น แต่เจ้าตัวก็ตัดสินใจจะลงเล่น เพราะเป็นแมทช์สำคัญ เช่นเดียวกัน วิลฟรีด เชเฟอร์ ผู้จัดการทีมแคเมอรูน ในขณะนั้น ก็ยอมรับว่าเขาคิดจะเปลี่ยนตัวโฟเอ้ออก เพราะดูมีอาการเหนื่อยล้า แต่เจ้าตัวก็ส่งสัญญาณบอกข้างสนามว่าเขายังไหว จนเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น

ทีมชาติแคเมอรูน กัดฟันสู้ต่อเพื่อโฟเอ้ และคว้าตำแหน่งรองแชมป์ หลังแพ้ฝรั่งเศสในนัดชิง

หลังการเสียชีวิต แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประกาศรีไทร์เบอร์ 23 ที่เป็นของโฟเอ้ ไว้เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าตัว เช่นเดียวกับโอลิมปิก ลียง ซึ่งได้ทำการรีไทร์เบอร์ 17 ของเขาอยู่หลายปี จนกระทั่งฌอง มากูน กองกลางที่เคยเล่นทีมชาติแคเมอรูนร่วมกับโฟเอ้ ย้ายมาร่วมทีม เขาจึงกลับมาเลือกใส่เบอร์นี้อีกครั้ง เพื่อแสดงถึงความระลึกถึงเพื่อนของเขาที่จากไป

ฟรานเชส “ติโต้” บิลยาโนบา (บาร์เซโลน่า)

“เกิดที่นี่ โตที่นี่ และตายที่นี่” คงเป็นวลีที่ใกล้เคียง  “ติโต้” ได้ชัดเจนที่สุดเพราะแม้เขาจะไม่ได้เกิดที่เมืองบาร์เซโลน่า แต่ก็เกิดในแคว้นคาตาลัน ก่อนจะเข้าเป็นนักเตะฝึกหัดของบาร์ซ่า แม้สุดท้ายจะต้องย้ายออกไปเล่นทีมอื่น โดยไม่ได้เล่นให้ทีมชุดใหญ่ของเจ้าบุญทุ่มก็ตาม

ติโต้ ในช่วงที่เป็นมือขวาของเป๊บ กวาดิโอล่า ก่อนที่เขาจะขึ้นมาเป็นกุนซือใหญ่หลังจากนั้น

เรื่องราวที่เราจดจำชื่อของเขา คงจะต้องเป็นตอนที่ติโต้เข้ามาเป็นสตาฟฟ์ของบาร์เซโลน่า โดยเริ่มต้นจากการเป็นมือขวาของ “เป๊บ กวาดิโอล่า” ในบาร์เซโลน่า เบ (ทีม B) แล้วก็ได้เลื่อนขั้นมาเป็นมือขวาของเป๊บ ในทีมชุดใหญ่ หลังการจากไปของแฟรงค์ ไรการ์จ และมือขวาโยฮัน นีสเก้นส์

โดยแค่เพียงปีแรก เป๊บกับตีโต้ ก็พาทีมกวาดทริปเปิ้ลแชมป์ ลา ลีก้า, โคปา เดล เรย์ และยูฟ่า แชมป์เปียนส์ ลีก ได้สำเร็จ และเมื่อเป๊บจากไปในปี 2012 สโมสรก็ตัดสินใจดันตีโต้ ขึ้นมาเป็นนายใหญ่ ในฐานะที่ร่วมหัวจมท้าย และประสบความสำเร็จกับเป๊บมาตั้งแต่ต้น

การคุมทีมในฤดูกาล 2012/13 ในช่วงต้นไปได้สวย เขาคุมทีม 27 นัด ชนะถึง 85% แต่ก็ต้องมาพบข่าวร้าย เมื่อสโมสรประกาศว่า ตีโต้เป็นมะเร็งที่ต่อมน้ำลาย ต้องทำการผ่าตัด และฉายรังสี โดยต้องปล่อยให้ผู้ช่วยจอร์ดี้ รูร่า คุมทีมแทน

งานศพของตีโต้ ที่เหล่าผู้บริหาร, นักเตะ และผู้คนที่เกี่ยวข้องของบาร์ซ่า ต่างมาร่วมไว้อาลัย

และหลังจากเข้าออกโรงพยาบาล และพบว่าการรักษาไม่เป็นไปในทิศทางที่ดีนัก ตีโต้จำใจต้องลาออกจากตำแหน่งในเดือน ก.ค. 2013 และเสียชีวิตในเดือน เม.ย. ปีถัดมา ด้วยวัยเพียง 45 ปี ด้วยภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา

ดาเนียล ฆาร์เก้ (เอสปันญ่อล)

ชื่อของฆาร์เก้อาจจะไม่โด่งดังนัก หากเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมรุ่นอย่างเชสก์ ฟาเบรกัส หรือเพื่อนสนิทอย่างอันเดรส อิเนสต้า แต่เขาถือเป็นนักเตะที่ทุกคนรัก ด้วยความเป็นผู้นำสูง และทุ่มเทให้ทีมเสมอ ทั้งยามที่เล่นให้ทีมชาติสเปนในระดับเยาวชนทุกระดับ (ยังไม่เคยติดทีมชาติชุดใหญ่) หรือกับเอสปันญ่อล สโมสรเดียวของเขาที่อยู่มาอย่างยาวนาน จนเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 26 ปี

เรื่องเศร้าของฆาร์เก้ เกิดขึ้นในต้นเดือนสิงหาคมปี 2009 ซึ่งเขาเดินทางไปเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เพื่อเตรียมทีมพรีซีซั่นกับเอสปันญ่อล ตามโปรแกรมปกติ แต่กลับเกิดอาการหัวใจหยุดเต้นกะทันหันในโรงแรมที่พัก และจากไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

อันเดรส อิเนสต้า อุทิศประตูชัยที่ทำให้สเปนเป็นแชมป์โลก 2010 ให้กับเพื่อนสนิทของเขา

ทั้งฟาเบรกัส และอิเนสต้า ต่างแสดงความระลึกถึงฆาร์เก้ ด้วยการโชว์เสื้อด้านในเกี่ยวกับเขา เมื่อทำประตูได้ โดยเฉพาะอิเนสต้า ที่แสดงข้อความแปลว่า “Dani Jarque, always with us” บนเสื้อ เมื่อเขายิงประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่งให้ทีมชาติสเปนชนะฮอลแลนด์ในรอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2010 ด้านสโมสรเอสปันญ่อลเอง ก็เปลี่ยนชื่อสนามซ้อม และสนามของทีมเบ เป็นชื่อของฆาร์เก้ เพื่อให้เกียรติกัปตันที่จงรักภักดีกับสโมสรเสมอ

ชีค ชิโอเต้ (ปักกิ่ง เอ็นเตอร์ไพรส์ / ไอวอรี่ โคสต์)

หากเป็นแฟนบอลพรีเมียร์ลีก ยุค 2010 เป็นต้นไป คงจะจำชิโอเต้กันได้ เขาเป็นนักเตะร่างไม่ใหญ่ แต่มีสไตล์การเล่นดุดัน เป็นกำลังสำคัญของนิวคาสเซิลอยู่หลายปี แม้ช่วงหลังจะมีอาการบาดเจ็บรบกวนโดยตลอดก็ตาม

ชิโอเต้ เริ่มเป็นที่รู้จักจากการสร้างผลงานเด่นกับทเวนเต้ ในลีกฮอลแลนด์ ก่อนย้ายมาเล่นให้ทูน อาร์มี่ ในฤดูกาล 2010/11 ด้วยการซื้อตัวของคริส ฮิวจ์ตัน แต่ก็ใช้งานเขาได้ไม่กี่เดือน ก็โดนปลด และเปลี่ยนกุนซือมาเป็นอลัน พาร์ดิว ซึ่งใช้งานเขาอย่างสม่ำเสมอ

ประตูเดียวที่ชิโอเต้ยิงให้สาลิกาดงได้ คือประตูตีเสมออาร์เซน่อล 4-4 ที่งดงาม น่าจดจำ

ชิโอเต้ เล่นได้อย่างสม่ำเสมอในช่วงที่ค้าแข้งกับนิวคาสเซิล จนมีข่าวว่ามีทีมยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีกหลายทีม สนใจดึงเขาไปร่วมทีม แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังไม่ได้ย้ายไปไหน ลงเล่นให้สาลิกาดงไปเกินกว่า 150 นัด และเคยได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมลงบู๊อีกด้วย ในฤดูกาล 2013/14 ก่อนจะย้ายไปเสี่ยงโชคในเมืองจีนกับ ปักกิ่ง เอ็นเตอร์ไพรส์ หลังสาลิกาดงตกชั้นสู่แชมป์เปียนชิพ

เขาลงเล่นเป็นตัวจริงให้ทีมในลีกวันของจีน (ลีกรอง) 11 จาก 12 นัดแรกของฤดูกาล ก่อนจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เมื่อชิโอเต้หัวใจหยุดเต้นระหว่างการซ้อม และเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 30 ปี

เมื่อข่าวร้ายเผยแพร่ออกไป มีเหล่าอดีตเพื่อนร่วมทีม อย่าง เดมบา บา และปาปิส ซิสเซ่ รวมถึงอดีตผู้จัดการทีมที่เคยร่วมงานกันทั้ง คริส ฮิวจ์ตัน, ราฟา เบนิเตซ, สตีฟ แม็คคลาเรน และอลัน พาร์ดิว ออกมาแสดงความไว้อาลัยถึงชิโอเต้ อย่างทันที พร้อมกับยกย่องว่าเขาเป็นนักเตะที่ทุ่มเท และมีความเป็นมืออาชีพสูง

พิธีศพของชิโอเต้ ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน แผ่นดินสุดท้ายที่เขาได้ฝากผลงานไว้

ภายหลังจากมีพิธีศพที่ปักกิ่ง และย้ายศพไปทำพิธีส่วนตัวที่บ้านเกิด สโมสรปักกิ่ง เอ็นเตอร์ไพรส์ ก็ได้รีไทร์หมายเลข 24 ของเขาเพื่อเป็นการระลึกถึงยอดนักเตะที่จากไปเร็วเหลือเกิน

แกรี่ สปีด (เวลส์)

หนึ่งในนักเตะทีมชาติเวลส์ที่ได้รับการยกย่อง ในความเป็นมืออาชีพ และความทุ่มเทให้กับฟุตบอลเสมอมา โดยในฐานะนักเตะ สปีดลงเล่นจนถึงอายุ 40 ปี นับรวมการลงเล่นในระดับพรีเมียร์ลีก และแชมเปี้ยนชิพ รวมถึงบอลถ้วยต่างๆ ได้มากถึง 841 นัด โดยมีลีดส์ ยูไนเต็ดในยุคต้น 90 และนิวคาสเซิลในยุค 2000 เป็นสโมสรหลักไมล์สำคัญในการค้าแข้ง

มาดมิดฟิลด์พลังไดนาโม ที่เราจดจำได้ดี ในชุดของสาลิกาดง และยูงทอง

ในปีสุดท้ายของการเล่นในฐานะนักเตะกับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด สปีดควบตำแหน่งผู้จัดการทีมไปด้วยหลังจากเควิน แบล็คเวลล์ ลาออกไป แต่เขาก็คุมทีมอยู่ได้แค่ 4 เดือน ก็ได้รับการติดต่อให้เป็นแคนดิเดตคุมทีมชาติเวลส์ ร่วมกับกุนซือมากประสบการณ์หลายคน

และในที่สุด สมาคมฟุตบอลของเวลส์ ก็ตัดสินใจเลือกผู้จัดการทีมป้ายแดงอย่างสปีด มากุมบังเหียนมังกรแดง พร้อมเสียงสนับสนุนจากอดีตนักเตะหลายราย เพราะเชื่อว่าคาแรกเตอร์ที่แข็งแกร่ง และการเข้ากับผู้คนได้ดี จะช่วยให้เขาเป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จได้

สปีดเปิดตัวเป็นผู้จัดการทีมชาติเวลส์ หลังมีประสบการณ์คุมทีมแค่ 4 เดือน

สปีดคุมทีมตั้งแต่ ธ.ค. 2010 และเมื่อผ่านไปราว 1 ปี ซึ่งเขาคุมทีมชาติเวลส์ได้ 10 นัด ก็เกิดเรื่องช็อคขึ้น เมื่อหลุยส์ ภรรยาของสปีด พบศพเขาในช่วงเช้าของวันที่ 27 พ.ย. 2011 โดยสภาพศพแขวนคออยู่ในโรงรถของบ้าน เสียชีวิตอย่างไม่มีใครคาดคิด ด้วยวัยเพียง 42 ปี

มีข้อสงสัยเกิดขึ้นมากมายถึงการฆ่าตัวตายของเขา เพราะวันก่อนหน้านั้น สปีดยังคงใช้ชีวิตเป็นปกติ เขาไปเป็นแขกรับเชิญรายการฟุตบอลของ BBC และพูดคุยกับผู้คนมากมายอย่างไม่มีท่าทีของคนที่จะฆ่าตัวตาย

นอกจากนั้น เขายังเดินทางไปชมเกมระหว่างนิวคาสเซิล กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด กับอลัน เชียร์เรอร์ ก่อนจะขับรถกลับบ้านตามปกติในเวลาประมาณ 5 โมงเย็น โดยบ้านของเขาห่างจากสนามเหย้าของปีศาจแดง แค่ราว 1 ชั่วโมงเท่านั้น

แฟนบอลของ “ยูงทอง”​ ลีดส์ ยูไนเต็ด ร่วมไว้อาลัยสปีดที่หน้าสนามเอลแลนด์ โร้ด

การไว้อาลัยด้วยความสะเทือนใจเกิดขึ้นทันที โดยเฉพาะเหล่านักเตะเวลส์ ทั้งอดีตและปัจจุบัน ที่ไม่ทันได้ตั้งตัวกับความสูญเสียนี้ โดยต่างแสดงความเสียใจ และเห็นอกเห็นใจมายังครอบครัวของสปีดกันล้มหลาม 

นักเตะที่เคยร่วมงานกับสปีด อย่าง แกเร็ธ เบล, ฮูโก้ เวียน่า หรือเช้ด อีแวนส์ แสดงข้อความระลึกถึงเขาระหว่างเกมการแข่งขัน ในขณะที่เคนนี่ ดัลกลิช ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลในตอนนั้น (และยังเป็นคนซื้อสปีดมาร่วมทีมนิวคาสเซิล) ตัดสินใจให้เครก เบลลามี่ ได้พักในแมทช์พบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังเบลลามี่ สะเทือนใจจากข่าวการจากไปของสปีดอย่างมาก

ภาพการไว้อาลัยของเหล่าทูน อาร์มี่ ต่อตำนานของพวกเขาที่เซนต์ เจมส์ ปาร์ค

นอกจากนั้นในวันที่ 29 ก.พ. ปีถัดมา (2012) ทีมชาติเวลส์ก็ได้เชิญคอสตาริกามาเตะแมทช์พิเศษเพื่อระลึกถึงสปีด ที่คาร์ดิฟฟ์อีกด้วย เนื่องจากทีมจากโซนคอนคาเคฟทีมนี้ เป็นคู่แข่งในแมทช์แรก ที่สปีดติดทีมชาติรับใช้ทีมมังกรแดง เมื่อปี 1990 นั่นเอง

ดาวิเด้ อัสโตรี่ (ฟิออเรนติน่า / อิตาลี)

เรื่องช็อค และสะเทือนใจนี้ ยังอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน เพราะมันพึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือน มี.ค. ปีที่แล้วนี่เอง โดยอัสโตรี่ กัปตันทีมฟิออเรนติน่า เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 31 ปี ระหว่างนอนหลับที่โรงแรมในเมืองอูดิเน่ ก่อนการแข่งขันระหว่างม่วงมหากาฬ​ กับอูดิเนเซ่ โดยผลการชันสูตรภายหลังระบุว่า สาเหตุมาจากการที่หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน

อัสโตรี่ ในสีเสื้อกายารี่ ทีมที่ทำให้เขาได้แจ้งเกิดขึ้นมา หลังย้ายมาจากมิลาน

อัสโตรี่ถือเป็นผลผลิตจากอคาเดมี่ของเอซี มิลาน แต่มาสร้างชื่อเสียงกับการลงเล่นให้กับกายารี่ ซึ่งเขาค้าแข้งนานถึง 8 ปี ก่อนจะย้ายไปอยู่กับฟิออเรนติน่า ด้วยสัญญายืมตัว และซื้อขาดในเวลาต่อมา หลังทำผลงานได้ดีสม่ำเสมอ

ก่อนเริ่มต้นฤดูกาล 2017/18 ทีมม่วงมหากาฬ ได้ทำการแต่งตั้งอัสโตรี่ เป็นกัปตันของทีม หลังการย้ายออกไปของกองหลังอาร์เจนไตน์ กอนซาโล่ โรดริเกวซ โดยแมทช์สุดท้ายที่อัสโตรี่ลงเล่น คือแมทช์ที่ทีมบุกไปเอาชนะคิเอโว่ ซึ่งเขาเป็นผู้แอสซิสต์ประตูชัย ให้กับคริสเตียโน่ บิราคี่ อีกด้วย

อัสโตรี่ เป็นกัปตันที่แฟนๆ ม่วงมหากาฬ รักและสนับสนุนเสมอ

ภายหลังเสียชีวิตอย่างไม่มีใครคาดคิด เกมเซเรีย อา และเซเรีย บี ของอิตาลี ในวันที่ 4 มี.ค. ถูกยกเลิกทั้งหมด สองสโมสรที่ผูกพันกับอัสโตรี่ทั้งกายารี่ และฟิออเรนติน่า ทำการรีไทร์หมายเลข 13 ของเขาทันที เพื่อเป็นการให้เกียรติกับกองหลังคนเก่ง โดยแมทช์ในบ้านนัดหลังจากนั้นของฟิออเรนติน่า กับเบเนเวนโต้ ที่จบด้วยชัยชนะของเจ้าบ้าน 1-0 เต็มไปด้วยความโศกเศร้าของทุกคนที่อาร์ติโม่ ฟรังคี่

สแตนด์ที่อาร์ติโม่ ฟรังคี่ ในเกมกับเบเนเวนโต้ หลังอัสโตรี่เสียชีวิตไป
นักเตะของฟิออเรนติน่า ต่างใส่เสื้อเบอร์ 13 เพื่อระลึกถึงอัสโตรี่ กัปตันของพวกเขาที่จากไป

สำหรับการเลือกหมายเลข 13 ของอัสโตรี่นั้น เจ้าตัวเลือกมันตามนักเตะไอดอลของเขาอย่างอเลสซานโดร เนสต้า กองหลังตำนานของอิตาลี ที่มักจะสวมเบอร์ 13 เสมอ ตลอดอาชีพค้าแข้ง

แล้วทั้งหมดก็คือนักเตะ และกุนซือ ที่อยากจะเขียนถึงอีกครั้ง เพื่อเป็นการระลึกถึงการจากไปก่อนเวลาอันควรของพวกเขา ซึ่งจริงๆ แล้ว ยังมี 2 ผู้รักษาประตูไทยอย่าง “อัศวิน ธงอินเนตร” และ “วัชรพงษ์ สมจิตร์” ที่อยากจะระลึกถึงร่วมในบทความนี้ เพราะทั้ง 2 ท่านก็จากไปในช่วงที่ฟอร์มกำลังยอดเยี่ยม ขึ้นถึงมือ 1 ของทีมช้างศึกทั้งคู่ แต่เพื่อไม่ให้เนื้อหายาวเกินไป จึงขอยกเอาไปเขียนถึงในโอกาสหน้า ในเรื่องราวของผู้รักษาประตูทีมชาติไทยแทน

“อัศวิน”​ และ “วัชรพงษ์” (หมายเลข 1) สองผู้รักษาประตูทีมชาติไทย ที่จากไปก่อนวัยอันควร

ขอให้ดวงวิญญาณของผู้รักฟุตบอลที่จากไปทุกท่านไปสู่สุขคติ และหวังว่าเกมฟุตบอลจะงดงามน่าหลงใหลเหมือนตอนที่พวกเขาจากไป จากนี้ และตลอดกาล… RIP

Picture : Lecturas, Sports Discourse, SIGNAL, Mytimesnow, Goal.com, Eurosport, Scoopnest, Veja – Abril.com, theworldnews.net, Stadium Astro, TN.com, Bavarian Football Works, RTE, ESPN, The Independent, talkSPORT, ITV, Sky News, WalesOnline, Picssr, YouTube, SPORTbible, El Nuevo País, Infobae, Comunità Italiana, Siamtiwnus, oknation

rocketseer

ทำงานเกม-ติดเกมบ้าง | บ้าบอล-เป็น The KOP | บ้าดูหนัง-มีเพจหนัง | บ้ากิน-มีพุงแล้วเนี่ย!

บทความที่เกี่ยวข้อง