รู้จัก “ฮวาคิน ฟินิกซ์” ก่อนที่จะมาเป็น “โจ๊กเกอร์” - TheMacho
 579
รู้จัก “ฮวาคิน ฟินิกซ์” ก่อนที่จะมาเป็น “โจ๊กเกอร์”

กำลังถูกพูดถึงเป็นอย่างมากเลย สำหรับ “ฮวาคิน ฟินิกซ์” นักแสดงคุณภาพ ผู้ซึ่งรับบท “อาร์เธอร์ เฟล็ค” หรือต่อมาจะกลายเป็น “โจ๊กเกอร์” ตัวตลกสุดร้ายกาจ คู่ปรับตลอดกาลของ “อัศวินรัตติกาล” แบทแมน ในหนังออริจิ้นเรื่องใหม่ของทางฝั่ง DC ซึ่งหวังจะตีตื้นศรัทธาที่เอนเอียงไปฝั่ง Marvel มากมายเข้าทุกที

ฮวาคิน ฟินิกซ์ ในลุกส์ของอาเธอร์ เฟล็ค หรือออริจิ้นก่อนจะมาเป็นโจ๊กเกอร์

ก่อนที่เราจะไปดูประวัติ และเส้นทางชีวิตของฮวาคินกัน ก็ขอขยายความเพิ่มถึงหนัง “โจ๊กเกอร์” เวอร์ชั่นนี้นิดนึง ว่ามันเป็นหนัง “ออริจิ้น” หรือหนังต้นกำเนิดของตัวละคร ซึ่งจะไม่เกี่ยวกับหนังทั้งหลายของ DCEU (DC Extended Universe) ซึ่งมี “จาเร็ด เลโต้” รับบทโจ๊กเกอร์อยู่

โดยเวอร์ชั่นของฮวาคิน จะเป็นเพียงหนังแยกจบในตัว บอกเล่าเรื่องราวก่อนที่อาร์เธอร์ เฟล็ค จะกลายเป็นโจ๊กเกอร์ โดยมี “ท็อดด์ ฟิลลิปส์” ผู้กำกับหนังสายฮาอย่างไตรภาค Hangover ที่ปรับแนวมาทำหนังซีเรียสดูบ้าง โดยเราจะได้ดูเวอร์ชั่นนี้กันต้นเดือน ต.ค. ปีนี้

เทรลเลอร์ของ “Joker” ตัวล่าสุด ที่เรียกน้ำย่อยซะอยากดู

กลับมาทำความรู้จักกับ “ฮวาคิน ฟินิกซ์” พระเอกในบทความนี้ของเรากัน เพราะหากใครที่เคยดูผลงานการแสดงของเขามาบ้างก่อนนี้ จะไม่เซอร์ไพรส์เลยกับพลังการแสดงที่ปล่อยออกมาผ่านบทโจ๊กเกอร์ในครั้งนี้ เพราะระดับฝีมือเข้าชิงมาแล้ว 3 ออสการ์ สั่งสมมาจากประสบการณ์ในวงการ และประสบการณ์ในชีวิต ซึ่งไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบเลย

ครอบครัว “ฟีนิกซ์” และการเริ่มต้น

ฮวาคิน (คนยืนกอดอก) ในวัยเด็ก กับพ่อแม่ และพี่น้องของเขา

“ฮวาคิน” เป็นชื่อดั้งเดิมของเขาตั้งแต่เกิด ในครอบครัวที่มีพี่น้องรวมกันถึง 5 คน พี่ชายชื่อ “ริเวอร์”, พี่สาวชื่อ “เรน” และน้องสาวอีก 2 คนที่ชื่อ “ลิเบอร์ตี้” และ “ซัมเมอร์” โดยพ่อ-แม่ของฮวาคินเป็นมิชชานารี เดินทางไปสอนศาสนาในประเทศต่างๆ จึงทำให้เขาเกิดที่เปอร์โตริโก้ ในปี 1974 โดยนอกเหนือจากแคริบเบียนที่เขาเกิดแล้ว เขายังติดสอยให้ตามครอบครัวไปในหลายประเทศในอเมริกาใต้ในช่วงวัยเยาว์อีกด้วย

เดิมทีครอบครัวของฮวาคิน นามสกุลว่า “บอทธ่อม” ตัวเขาก็เกิดมาในสกุลนี้ แต่เมื่อพ่อแม่ของเขาได้เลิกการเป็นมิชชันนารี่ ก็ได้เปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็น “ฟินิกซ์” ซึ่งมีความหมายแปลว่าการเกิดใหม่ ตามนิยามของนกฟินิกซ์ที่เรารู้จักกัน เจ้าหนูน้อยจึงมีชื่อเต็มว่า “ฮวาคิน ฟินิกซ์” นับตั้งแต่เขายังเด็ก และย้ายมายังลอส แอนเจลิส เมื่อเขาอายุ 4 ขวบ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่โลกมายาในเวลาต่อมา

ครอบครัว “บอทธ่อม”​ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็น “ฟินิกซ์”

เด็กน้อยจากตระกูลฟินิกซ์ เริ่มต้นจากการร้องเล่นเต้นรำ และแสดงโชว์จากที่เล็กๆ ก่อนจะได้พบกับเอเย่นต์ ซึ่งเริ่มหาช่องทางให้พวกเขาได้เริ่มมีโอกาสแสดงบทเด็กเล็กๆ ในละครทีวี โดยเฉพาะพี่ชายคนโต “ริเวอร์” ซึ่งหน้าตาหล่อเหลา ได้ประเดิมแสดงซีรีส์สั้น ตั้งแต่อายุ 12-13 ขวบ และก็ถึงคิวที่ฮวาคินได้มีโอกาสรับเชิญมาแจมในซีรีส์ที่พี่ชายเล่นบ้าง โดยเขาเลือกใช้ชื่อว่า “ลีฟ ฟินิกซ์” ตามชื่อที่เขาตั้งเองเล่นๆ ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ

ริเวอร์ ฟินิกซ์ (ขวา) พี่ชายคนโต ซึ่งได้เริ่มต้นบุกเบิกเข้าสู่วงการก่อนน้องชาย
ฮวาคิน ที่ใช้ชื่อในวงการว่า “ลีฟ ฟินิกซ์” ในวัย 12 ปี กับหนัง SpaceCamp

เจ้าหนู “ลีฟ” เริ่มมีบทบาทการแสดงเป็นเรื่องเป็นราวในหนังชื่อ “SpaceCamp” ตอนอายุ 12 ขวบ และก็มีบทอีก 3-4 เรื่อง ก่อนจะได้งานสำคัญตอนอายุ 15 ในเรื่อง “Parenthood” หนังของผู้กำกับ “รอน ฮาวเวิร์ด” มี “คีอานู รีฟส์” วัยหนุ่มแสดงด้วย ซึ่งแม้หนังจะมีความเป็นคอมเมดี้ แต่ก็ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์มากมาย ชื่อของ “ลีฟ” ก็เลยเริ่มเป็นที่สะดุดตา เพราะได้ชิงรางวัลดาราเด็กยอดเยี่ยมด้วยในตอนนั้น

ออกเดินทางท่องเที่ยว และการกลับมาของ “ฮวาคิน”

ฮวาคินในหนัง Parenthood ซึ่งได้รับคำชม และชิงรางวัลนักแสดงเด็กด้วย

เมื่อจบหนัง “Parenthood” ที่เขาเริ่มเป็นที่จดจำ ฮวาคินในชื่อลีฟ ฟินิกซ์ กลับตัดสินใจอินดี้ ขอพักการรับงานแสดงออกไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อออกเดินทางผจญภัยในเม็กซิโก และอเมริกาใต้ ร่วมกับพ่อของเขา โดยในช่วงเวลาเดียวกัน พี่ชายของเขา “ริเวอร์” ก็เริ่มโด่งดัง และเป็นที่รู้จัก มีผลงานแสดงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ “Running on Empty” ซึ่งส่งผลให้ริเวอร์เข้าชิงออสการ์ รางวัลสมทบชายยอดเยี่ยม ในวัยเพียง 19 ปี

เมื่อการออกเดินทางเรียนรู้ชีวิตจบลง ฮวาคินก็เริ่มมีงานการแสดงติดต่อเข้ามาอีกครั้ง และในวัยประมาณ 16-17 ปีเขาก็ได้ตัดสินใจกลับมาใช้ชื่อตั้งแต่กำเนิด “ฮวาคิน” เป็นชื่อในการแสดง แทนที่ “ลีฟ” ที่ใช้ก่อนหน้านี้

การจากไปของ “ริเวอร์” ที่ไม่คาดคิด

อาชีพการแสดงของครอบครัวฟินิกซ์เริ่มไปได้สวย ริเวอร์เริ่มได้รับบทเด่นมากขึ้น,​ ฮวาคินได้รับบทสมทบหลายเรื่อง และน้องสาวคนเล็กซัมเมอร์เอง ก็เริ่มมีงานเข้ามาไม่ขาดสาย แต่แล้วเรื่องราวไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นในวันสุดท้ายของเดือน ต.ค. ในปี 1993 ซึ่งฮวาคินพึ่งจะอายุครบ 19 ปี ได้เพียง 3 วัน

เมื่อ “ริเวอร์ ฟินิกซ์” พี่ชายคนสนิทที่เขารัก ต้องเสียชีวิตลงจากการใช้ยาเกินขนาด ในขณะที่อายุเพียง 23 ปี โดยเหตุเกิดที่ไนต์คลับ “เดอะ ไวเปอร์ รูม” ที่มีจอห์นนี่ เดปป์เป็นเจ้าของ โดยหลังจากริเวอร์ขึ้นโชว์ดนตรีกับเพื่อนสนิท เขาล้มลงและมีอาการชักนอกไนต์คลับ โดยฮวาคินอยู่กับริเวอร์ในคืนนั้นด้วย ฮวาคินพยายามจะโทร 911 ขอความช่วยเหลือด่วน แต่ทุกอย่างก็สายเกินไป ริเวอร์จากไปแม้จะถูกพาไปถึงโรงพยาบาลในที่สุด

ริเวอร์ ฟินิกซ์ ที่กำลังรุ่งกับผลงานในวงการบันเทิง ต้องจากไปด้วยวันเพียง 23 ปี

นอกเหนือจากความสูญเสียที่ยากจะทำใจต่อการจากไปของพี่ชายแล้ว เขาเองยังต้องรู้สึกหดหู่ยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อมีการนำเสียงการโทรขอความช่วยเหลือของเขากับ 911 เผยแพร่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในข่าวทางวิทยุ และโทรทัศน์หลากหลายช่อง ส่งผลให้เขาตัดสินใจเก็บตัวห่างจากผู้คน เพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะ และสัมภาษณ์ ต้องใช้เวลาอยู่นาน กว่าความรู้สึกมันจะเข้าที่เข้าทาง

กลับสู่งานการแสดง ด้วยฝีมือเข้าขั้น

หลังห่างหายไปพักใหญ่ ฮวาคินกลับมาได้รับคำชมจาก To Die For

หลังจากเว้นช่องว่างมีผลงานถึง 4-5 ปี นับตั้งแต่ออกเดินทางท่องเที่ยว และการเสียชีวิตของริเวอร์ ฮวาคินกลับมารับหนึ่งในงานการแสดงที่เปลี่ยนชีวิตเขา ในเรื่อง “To Die For” ผลงานของผู้กำกับ “กัส แวน ซองต์” ซึ่งเขาได้รับคำชมในบทสมทบชาย ที่ต้องเข้าบทหวือหวากับ “นิโคล คิดแมน” หนังได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่ดีเช่นกัน ส่งคิดแมนชนะลูกโลกทองคำด้วย 

กับ “ลิฟ ไทเลอร์”​ ซึ่งมีผลงานแสดงร่วมกัน และคบหากันนอกจอในช่วงนั้น

หลังจากนั้นเขาก็เริ่มได้เล่นบทนำเต็มตัวมากขึ้นในหนัง “Inventing the Abbotts” ตอนอายุ 23 ซึ่งถึงแม้หนังจะไม่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีนัก แต่ทุกคนก็เริ่มจดจำเขามากขึ้น โดยในเรื่องนี้ ฮวาคินได้เล่นร่วมกับนางเอกวัยรุ่นมาแรง “ลิฟ ไทเลอร์” ซึ่งทั้งคู่คบหากันนอกจอด้วย หลังจากนั้น

เข้าชิงออสการ์ครั้งแรก และเส้นทางที่สดใส

แม้จะยังไม่ได้เป็นดาราระดับแนวหน้า แต่ฮวาคินก็มีงานการแสดงเข้ามาไม่ขาดมือ ในปี 2000 เขาได้เล่นเป็นตัวสมทบใน “Quills” หนังพีเรียดที่ชิง 3 ลูกโลกทองคำกับ “เคท วินสเล็ต” และก็ถึงคราวได้บทบาทสำคัญในหนังฟอร์มใหญ่ “Gladiator” ในปีเดียวกัน

บท “คอมโมดัส” ใน Gladiator ที่ส่งฮวาคินชิงออสการ์ครั้งแรกในชีวิต

Gladiator ของ “ริดลีย์ สก็อตต์” ไม่เพียงแต่เป็นหนังฟอร์มใหญ่ที่สุดที่ฮวาคินเคยเล่นจนถึงตอนนั้น แต่มันยังเป็นงานที่ทั้งทำรายได้ และถูกใจเวทีรางวัลต่างๆ หนังชิงออสการ์มากถึง 12รางวัล และฮวาคินในบท “คอมโมดัส” ก็ได้เข้าชิงออสการ์หนแรก ในวัย 26 ปี จนทำให้เขามีงานฟอร์มใหญ่ตามมาหลายเรื่อง ทั้ง Signs และ The Village ของ “เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน”, หนังระดับเวทีรางวัลอย่าง Hotel Rwanda และหนังนักดับเพลิงที่ดูสนุกอย่าง Ladder 49

ขึ้นชั้นเบอร์ใหญ่กับการรับบท “จอห์นนี่ แคช”

ในปี 2005 เขาได้โอกาสสำคัญ ในการรับท “จอห์นนี่ แคช” อดีตศิลปินคันทรี่ชื่อก้อง ในหนังชีวประวัติของแคชที่ชื่อ “Walk the Line” ซึ่งเขาต้องทุ่มเทแรงกาย แรงใจมากมาย เพื่อจะสวมบทนี้ให้สมบูรณ์แบบ เช่น การต้องเรียนกีตาร์, ร้องเพลง และท่าทางของแคช นานถึง 6 เดือน หรือการพยายามสวมบทเป็นแคชในชีวิตจริง ด้วยการให้ทุกคนในกองเรียกเขาว่า “เจ.อาร์.” ซึ่งเป็นชื่อที่ผู้คนเรียกแคชในชีวิตจริง

เข้าชิงออสการ์อีกหน ร่วมกับ “รีส เวเธอร์สปูน” ในหนังเรื่องเยี่ยม Walk the Line

บทบาทสำคัญนี้โกยคำชมมากมายจากนักวิจารณ์ และแฟนหนัง นอกเหนือจากการได้ชิงออสการ์อีกครั้ง และเป็นการชิงบทนำชายเป็นหนแรก เขายังสามารถคว้าลูกโลกทองคำตัวแรกมาครองได้สำเร็จ

น่าเสียดายที่คู่แข่งออสการ์ในปีนั้นมีแต่ของแข็ง ทั้ง “ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน” จาก “Capote” และ “ฮีธ เล็ดเจอร์” จาก “Brokeback Mountain” ทำให้เขาชวดรางวัลไป แต่ Walk the Line ก็สามารถคว้านำหญิงได้สำเร็จจาก “รีส เวเธอร์สปูน”​ ซึ่งเธอให้เครดิตกับฮวาคินอย่างมาก ในการส่งให้เธอได้ถ่ายทอดบทที่ดีที่สุดในชีวิตของเธอ

หลังปี 2010 กับผลงานมาสเตอร์พีซมากมาย

แม้จะขึ้นยุค 2010 ด้วยความแป้กจาก I’m Still Here แต่หลังจากนั้นมีแต่งานปังๆ

แม้หลังจาก Walk the Line แล้ว ผลงานของฮวาคินดูจะไม่เป็นที่ถูกใจตลาด และนักวิจารณ์มากนัก โดยเฉพาะสารคดีที่เขาลงทุนลงแรงเขียนบท และร่วมสร้างกับ “เคซีย์ แอฟเฟลค” น้องของ “เบน แอฟเฟลค” และมีศักดิ์เป็นน้องเขยของเขา (เพราะเคซีย์ แต่งงานกับซัมเมอร์ น้องสาวของเขา / ต่อมาหย่ากันไปเมื่อปี 2017) อย่าง “I’m Still Here” ที่ฮวาคินถึงขนาดสร้างกระแสทำไวรัล ด้วยการประกาศว่าจะรีไทร์จากงานแสดง แล้วจะหันไปเอาดีทำผลงานเพลงแร็ป แต่ผลกลับไม่ได้เป็นที่ถูกใจตลาดเลยซักนิด

Her หนึ่งในหนังระดับมาสเตอร์ ซึ่งฮวาคินทำให้เรารู้ว่าฝีมือเขายังอยู่ระดับแนวหน้า

แต่หลังจากนั้น เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2010 เป็นต้นมา ก็เต็มไปด้วยผลงานน่าจดจำมากมาย อย่างเช่น “The Master” ที่พาเขาเข้าชิงออสการ์เป็นหนที่ 3, “Her” หนังติดตราตรึงใจใครหลายคน ที่ต่างสงสัยว่าเขาพลาดชิงออสการ์ได้ยังไง, “Inherent Vice” หนังดาร์คตามสไตล์เขา ที่ได้รับคำชม แม้จะชวดชิงออสการ์ไปอีกครั้งก็ตาม

การรับบทพระเยซูใน “Mary Magdalene” และ “รูนีย์ มาร่า”

หลังจากนั้น ก็มีอีกหนึ่งบทที่หลายคนต่างจับตามอง นับตั้งแต่มีการประกาศสร้างมา คือการที่ฮวาคินจะรับบทพระเยซู ในหนัง “Mary Magdalene” หนังที่จะบอกเล่าประวัติของแมรี่ สาวกหญิงคนสำคัญ ที่ว่ากันว่ามีความสัมพันธ์กับพระเยซูเกินกว่าใครจะคาดคิดได้

กลับมาร่วมงานกับ “รูนี่ย์ มาร่า”​ อีกครั้ง หลังจากเคยร่วมกันใน Her

แม้เมื่อหนังออกมา ผลการตอบรับจากทั้งคนดู และนักวิจารณ์จะไม่เป็นไปในแง่บวกนัก แต่การกลับมาร่วมงานกับ “รูนี่ย์ มาร่า”​ นางเอกสาวที่เคยร่วมงานกันมาก่อนใน “Her” ก็ทำให้ฮวาคินได้พบคนรู้ใจ โดยทั้งคู่ตัดสินใจเริ่มเดทกัน และปัจจุบันก็อยู่ย้ายมาอาศัยอยู่ด้วยกัน แม้จะยังไม่ได้มีการแต่งงาน หรือหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ ก็ตาม

แม้จะไม่ได้ออกสื่อพูดถึงกันมาก แต่ทั้งคู่ดูแฮปปี้เมื่ออยู่ด้วยกัน

แม้ฮวาคินจะมีอายุมากกว่ามาร่าถึง 11 ปี แต่ก็ไม่มีปัญหาในการใช้ชีวิตร่วมกัน เพราะทั้งคู่ชอบความเป็นส่วนตัว และรักที่จะอยู่ด้วยกันอย่างสงบ มากกว่าเป็นจุดสนใจ รวมถึงทั้งคู่เป็นคนรักสัตว์ และมีแง่มุมในการปกป้องชีวิตสัตว์คล้ายๆ กัน จึงน่าจะไปด้วยกันได้สวย แม้จะไม่ได้มีบทสัมภาษณ์ถึงกันมากมายออกสื่อ

“Joker” หนังที่มาจากความตั้งใจที่ไม่เหมือนใคร

แม้ “Joker” จะมีกำหนดฉายในปี 2019 อย่างที่รู้กัน แต่ว่ากันว่า ฮวาคินเองมีไอเดียที่อยากจะร่วมงานในหนังทุนต่ำ ที่หยิบเอาคาแรกเตอร์ตัวร้ายออกมาทำเป็นหนังแบบ “การศึกษาตัวละคร” มาตั้งแต่ราว 4-5 ปีก่อนแล้ว โดยตอนนั้น ตัวละครโจ๊กเกอร์ เป็นตัวละครที่เขาสนใจ เพียงแต่ว่ามันยากเกินที่สตูดิโอ และ DC จะให้หยิบมาทำ ไอเดียก็เลยถูกพักไว้เป็นเวลาหลายปี

“ท็อดด์ ฟิลลิปส์” ผู้กำกับที่มีไอเดียทำ Joker ไปในทิศทางเดียวกับฮวาคินต้องการ

จนท้ายที่สุด สตูดิโอก็มีช่องให้โปรเจ็คต์นี้เกิดขึ้นมาได้ ผู้กำกับท็อดด์ ฟิลลิปส์ ก็มีไอเดียไปในทิศทางเดียวกับฮวาคิน จึงทำให้ทั้งคู่กลับมาสานต่อไอเดียที่อยากทำ จึงเกิดเป็นหนัง “Joker” ที่ใช้ทุนไม่สูง (ตามข่าวคือใช้ทุนราว 55 ล้านเหรียญฯ) และมีโลกของตัวเองแยกขาดออกมาเป็นเอกเทศ อย่างที่เราได้เกริ่นไปในตอนต้น

แน่นอนครับว่าต้นเดือน ต.ค. ที่จะถึงนี้กับ “Joker”เราจะได้เห็นผลงานแสดงระดับคุณภาพอีกครั้งของฮวาคิน ซึ่งหล่อหลอมฝีมือมาจากประสบการณ์ และเส้นทางเติบโตที่โชกโชน อย่างที่เราได้เล่ากันไป 

ริเวอร์ และฮวาคิน เป็นพี่น้องคู่แรกที่ได้ชิงออสการ์ในสาขาการแสดงทั้งคู่

และถ้าองค์ประกอบในส่วนอื่นของหนัง ส่งให้ทุกอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ไม่แน่เหมือนกัน ว่าเราอาจจะได้เห็นชื่อของฮวาคินได้เข้าชิงออสการ์อีกซักหน เป็นหนที่ 4 และมันก็อาจถึงคราวที่คนจากตระกูล “ฟินิกซ์” ชนะออสการ์เสียที เพื่อเป็นการตอบแทนความพยายามของฮวาคินตลอดเส้นทาง 30 ปีในวงการ และแน่นอนว่าเพื่อเป็นการอุทิศถึงการจากไปของริเวอร์ ที่ควรเป็นดาวจรัสแสงในฮอลลีวู้ดยาวนานกว่านี้

Information : Wikipedia, Hollywood Reporter, Biography.com, IMDb

Picture : Twitter, Collider, Billboard, Ranker, Universal Pictures, Aangirfan, Pinterest, Joaquin Phoenix Forum, The Guardian, Moviescreenshots.blogspot, Chicago Tribune, Zimbio, IMDb, The Telegraph, USA Today, Entertainment Weekly, SheKnows, Silver Screen Beat, 

Trailer : WarnerBros Thailand


rocketseer

ทำงานเกม-ติดเกมบ้าง | บ้าบอล-เป็น The KOP | บ้าดูหนัง-มีเพจหนัง | บ้ากิน-มีพุงแล้วเนี่ย!

บทความที่เกี่ยวข้อง