[รีวิว] DJI Osmo Action ฟีเจอร์การใช้งานครบครัน พร้อมท้าชน GoPro - TheMacho
 
[รีวิว] DJI Osmo Action ฟีเจอร์การใช้งานครบครัน พร้อมท้าชน GoPro

หากเอ่ยถึง Action Camera หลายๆคนอาจจะนึกถึงกล้องจากทาง GoPro ที่เป็นเสมือนเป็นขาใหญ่ประจำวงการนี้ ซึ่งถ้าหากเราจะมองหา Action Camera รุ่นอื่นๆที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันเป็นอะไรที่หาตัวจับได้ยากมากๆ แต่แล้ววันนี้ก็ได้เวลาของผู้ที่จะก้าวเข้ามาเป็นผู้ท้าชิงอย่างจริงจังจากแบรนด์ผู้ผลิตโดรนสำหรับใช้งานชื่อดังอย่าง DJI ที่งานนี้ขอเข้ามาท้าทาย GoPro ด้วยการเปิดตัว DJI Osmo Action ที่เป็น Action Camera ที่มาพร้อมฟีเจอร์ต่างๆมากมายที่ท้าให้เราได้ลอง วันนี้เราจะขอพาทุกคนไปรู้จักกับเจ้า DJI Osmo Action ว่าที่ผู้ท้าชิงอย่างเป็นทางการของ GoPro Hero 7

Design

ตัวกล้องมาพร้อมกับขนาดที่เล็กกะทัดรัดในรูปทรงของสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตามแบบฉบับของ Action Camera ที่เราเห็นได้ในท้องตลาด

เรามาดูรายละเอียดในแต่ละส่วนของตัวกล้องว่ามีอะไรกันบ้าง มาเริ่มกันที่ด้านหน้าจะประกอบไปด้วยหน้าจอที่ 2 ขนาด 1.4 นิ้ว (หน้าจอสัมผัสไม่ได้) สำหรับใครที่ชื่นชอบในการถ่าย Vlog จะต้องชอบ ถัดมาเป็นกล้องความละเอียด 12MP พร้อมมุมมองในการถ่ายภาพมากถึง 145 องศา

บริเวณตัวเลนส์จะมีตัวฟิลเตอร์ที่คอยปกป้องเลนส์ภายในให้รอดพ้นจากสิ่งแปลกปลอมต่างๆ สามารถที่จะถอดออกมาเพื่อทำความสะอาดได้

ด้านใต้ของตัวเลนส์จะมีช่องสำหรับระบายความร้อนภายในตัวกล้อง และไฟ LED บอกสถานะ

ด้านหลังเป็นหน้าจอหลักขนาด 2.25 นิ้ว ความละเอียด 640 x 360 หน้าจอเป็นแบบสัมผัส การตอบสนองอยู่ในระดับใช้งานได้

ด้านซ้ายของตัวเครื่องประกอบไปด้วยปุ่มกด Quick Switch สำหรับเปลี่ยนโหมดในการถ่ายของตัวกล้อง โดยการเปลี่ยนในส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของเราว่ามีการกำหนดโหมดสำหรับใช้งานโหมดอะไรเอาไว้บ้าง

ถัดลงมาเล็กน้อยเป็นช่องสำหรับการเชื่อมต่อต่างๆประกอบไปด้วยพอร์ต USB-C สำหรับชาร์จและซิงค์ข้อมูลต่างๆ และช่องสำหรับเสียบ microSD รองรับสูงสุด 256GB

ด้านบนของกล้องประกอบไปด้วยปุ่ม Power สำหรับเปิดและปิดกล้อง รูเล็กๆด้านบนคือไมโครโฟน ถัดมาเป็นไฟ LED บอกสถานะของตัวกล้อง และปุ่มถ่ายภาพและวิดีโอ

ด้านขวาของตัวเครื่องมีรูสำหรับไมโครโฟนอีกหนึ่งจุด และลำโพงของกล้อง โดยที่ด้านล่างจะมีตัวล็อคตัวแรกสำหรับเปิดเพื่อนำแบตเตอรี่ออก

สุดท้ายเป็นบริเวณด้านล่างของตัวกล้องจะเป็นตัวล็อคอีกหนึ่งตัวสำหรับการเปิดเพื่อนำแบตเตอรี่ออกมา

โดยที่วิธีการเปิดเพื่อนำแบตเตอรี่ออกมาให้เราทำการดันตัวล็อคให้เห็นแถบสีส้มในแต่ละด้าน จากนั้นแบตเตอรี่จะเด้งออกมาเอง ส่วนวิธีการใส่แบตเตอรี่กลับลงไปเพียงแค่ดันตัวแบตเข้าไปให้แน่นพอจนตัวล็อคดันกลับเข้าที่

แบตเตอรี่มีขนาด 1300mAh ใช้ถ่ายได้ประมาณ 120 นาทีที่ความละเอียด Full-HD พร้อมเปิดโหมด RockSteady (เทคโนโลยีกันสั่นของ Osmo Action) โดยที่จะใช้เวลาในการชาร์จแบตจาก 0 จน 100 เปอร์เซ็นต์ประมาณ 90 นาที

Software

การใช้งานของตัวเครื่องถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างใช้งานได้ง่าย แม้จะเป็นการใช้งานครั้งแรกก็ไม่รู้สึกว่าใช้งานยาก โดยหลักๆแล้วจากหน้าจอหลักจะมีคำสั่งสำหรับการใช้งานอยู่ทั้ง 4 ด้านของหน้าจอ

การปัดหน้าจอลงมาจะพบกับเมนูย่อยที่เกี่ยวข้องกับการตั้งค่าบางอย่าง เทียบกันง่ายๆหน้าจอในส่วนนี้จะคล้ายคลึงกับที่ใช้งานอยู่บนมือถือ สามารถตั้งค่าเช่นการล็อคหน้าจอ การตั้งค่าการหมุนหน้าจอ และการเข้าไปตั้งค่า

ขณะที่การปัดหน้าจอจากด้านซ้ายจะเป็นการแสดงสิ่งที่เราถ่ายเอาไว้ โดยสามารถกดที่มุมซ้ายบนของจอเพื่อแสดงรูปแบบในการแสดงภาพในแบบต่างๆ

ส่วนการปัดหน้าจอจากด้านขวาจะเป็นการแสดงการตั้งค่าต่างๆในการถ่ายภาพ เช่นการตั้งค่า ISO เปิด / ปิดตาราง และการเลือกรูปแบบของการถ่ายภาพ (JPEG, RAW)

ในส่วนของการปัดหน้าจอจากล่างขึ้นบนจะเป็นการตั้งค่าความละเอียดในการถ่ายภาพ และ FPS ซึ่งหากเปิดกล้องในโหมดวิดีโอ จะสามารถตั้งค่าเปิด / ปิดการทำงานของ RockSteady (เทคโนโลยีกันสั่นของ Osmo Action) ได้

อย่างที่กล่าวเอาไว้ข้างต้นว่าปุ่ม Quick Switch มีไว้สำหรับการกดเพื่อเปลี่ยนโหมดการทำงาน ฉะนั้นเมื่อกดลงไปแล้วเราสามารถที่จะเลือกโหมดการทำงานต่างๆได้ทันที (กดปุ่มเลือกหรือสัมผัสที่หน้าจอเพื่อเลือก ได้ทั้งสองวิธี)

หลายๆคนอาจจะงงว่าแล้วเราจะทำการเปลี่ยนไปให้จอมันแสดงผลที่ด้านหน้าของกล้องได้อย่างไร วิธีการง่ายๆเพียงแค่เคาะที่หน้าจอ 2 ครั้งด้วยนิ้ว 2 นิ้ว ตัวหน้าจอจะทำการขึ้นสัญลักษณ์ขึ้นมาว่ากำลังเปลี่ยนไปใช้งานหน้าจอด้านหน้า

สำหรับการตั้งค่าอื่นๆสามารถที่จะเข้าไปตั้งค่าไม่ว่าจะเป็นภาษา (ไม่มีภาษาไทย) การเชื่อมต่อ การสั่งการด้วยเสียง และอื่นๆได้จากแถบเมนูคำสั่งขวาบน จากการปัดหน้าจอลงมา

นอกจากการใช้งานผ่านตัว DJI Osmo Action โดยตรงแล้ว เรายังสามารถที่จะสั่งการต่างๆผ่านมือถือของเราได้ง่ายๆได้ทั้งระบบ Android และ iOS ด้วยการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า DJI Mimo อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงและใช้งานได้มากยิ่งขึ้น

การตั้งค่าสิ่งต่างๆภายในตัวแอปพลิเคชัน DJI Mimo เรียกได้ว่าถอดแบบออกมาจากภายในกล้องหลัก แต่มีการปรับแต่งหน้าตาการใช้งานออกมาให้ง่ายต่อการใช้งานมากกว่า ด้วยขนาดหน้าจอของมือถือที่กว้าง ทำให้การแแสดงผลลัพธ์ต่างๆบนหน้าจอทำออกมาได้เหมาะสมกับการใช้งาน

Experience

จากการลองใช้งาน DJI Osmo Action ในส่วนของวัสดุที่นำมาใช้งานถือว่าทำออกมาได้สมบุกสมบัน เหมาะสมกับคำนิยามว่า Action Camera อีกทั้งตัวเลนส์ยังมาพร้อมกับฟิลเตอร์พร้อมรับกับการใช้งานในทุกๆสถานการณ์

การถ่ายภาพด้วยความที่เป็นกล้องความละเอียด 12MP หากวัดกันในตลาดของ Action Camera ด้วยกันแล้วถือว่าทำออกมาได้ดีตามมาตรฐาน

4K 30fps with RockSteady

1080p 60fps with RockSteady

1080p 60fps without RockSteady

ในส่วนของการทดสอบถ่ายวิดีโอในตอนกลางคืนก็ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างดี คุณภาพของเสียงที่ได้ออกมาก็ถือว่าคมชัด แต่ด้วยความที่มีไมโครโฟนเพียงแค่ 2 ตัวทำให้อาจจะมีบางมุมที่เสียงเข้าไม่ถึง

อีกหนึ่งจุดที่ได้พบในระหว่างที่มีการถ่ายวิดีโอและทำการเปิดใช้งาน RockSteady ภาพที่แสดงผลอยู่บนหน้าจอจะมีอาการดีเลย์จากความจริงไปเล็กน้อย แต่เมื่อทำการปิดใช้งาน RockSteady ภาพที่ได้บนหน้าจอจะตรงกับความเป็นจริง อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นข้อสังเกตคือน้ำหนักของตัวกล้องแม้จะหนักเพียง 124 กรัม แต่เมื่อลองถือแล้วรู้สึกว่าการกระจายน้ำหนักทำออกมาได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

Conclusion

บทสรุปสำหรับ DJI Osmo Action ต้องขอบอกว่าเป็น Action Camera อีกหนึ่งรุ่นที่แนะนำให้ใช้งานอีกหนึ่งรุ่น โดยจากเป้าหมายของตัวแบรนด์ที่ต้องการที่จะมาท้าชน GoPro Hero 7 ก็ถือว่าทำออกมาได้น่าสนใจ จุดเด่นต่างๆที่ Action Camera ควรจะมี DJI Osmo Action ถือว่ามีให้ได้ใช้งานทั้งหมด ด้วยราคาเพียง 12,000 บาท เรียกได้ว่าใครที่อยากได้ Action Camera ณ เวลานี้ DJI Osmo Action จะต้องเป็นกล้องรุ่นแรกที่ต้องนึกถึงอย่างแน่นอน

ข้อดี

  • วัสดุสมบุกสมบันเหมาะกับการใช้งานทุกสถานการณ์
  • หน้าจอคู่ ช่วยในการจัดองค์ประกอบของการถ่าย
  • ฟีเจอร์ RockSteady ที่ช่วยลดอาการสั่นของภาพ
  • รองรับการถ่ายภาพสูงสุด 4K 60fps
  • ระบบภายในใช้งานได้ง่าย
  • แอปพลิเคชันเสริม DJI Mimo ช่วยให้การใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น
  • ระบบสัมผัสค่อนข้างดี ไม่มีอาการหน่วงให้เห็นมาก
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน พร้อมกับสามารถชาร์จให้เต็มได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ข้อสังเกต

  • เมื่อเปิดใช้งาน RockSteady และทำการถ่าย ภาพที่แสดงบนจอจะดีเลย์จากความเป็นจริงเล็กน้อย
  • การกระจายน้ำหนักของตัวกล้องที่ดูจะทำออกมาได้ไม่ดีนัก

ท้ายที่สุดนี้ต้องขอขอบคุณทาง DJI สำหรับอุปกรณ์ในการทดสอบในครั้งนี้ หากใครที่สนใจ DJI Osmo Action สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าตัวแทนจำหน่ายหรือช่องทางออนไลน์ได้แล้ววันนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง